ดูแบบง่ายๆสำหรับมือใหม่นะครับ
Saturday, July 30, 2016
Thursday, July 28, 2016
หุ้น After You ดีไหม
บริษัทแบบนี้เป็นบริษัทที่ผมชอบมากๆเลยครับ บริษัทที่มีสินค้าตัวเดียวแถมเป็นสินค้าใกล้ตัวที่เห็นอยู่แทบทุกวัน ติดตามง่าย ดูได้ว่ากิจการเป็นยังไง สามารถเข้าไปลองกินได้ตลอด เห็นคู่แข่งที่เข้ามาได้ตลอด ถ้าเมื่อไหร่เรารู้สึกว่าคุณภาพเริ่มตก หรือมีคู่แข่งที่น่ากลัว ทำให้ความมั่นใจในอนาคตของร้านลดลง เราก็สามารถตัดสินใจที่จะเลิกลงทุนได้ก่อนที่ผลประกอบการจะออกมาไม่ดีเสียอีก
ณ ตอนนี้ผมว่า after u เป็นเหมือนมาแทน swensen ของเมื่อ 10-20 ปีก่อน ที่ๆร้านสวย นั่งสบาย ราคาไม่แพง (ถ้าไม่ได้สั่งเน้นกินแต่สั่งมาแบ่งๆกันทานเล่น) ถ้าไม่รู้จะนัดเจอเพื่อนที่ไหนหรือทำอะไรหลายๆคนก็นัดมาเจอมานั่งคุยกันที่ after u เพราะเอาเข้าจริงๆเวลาเดินห้างถ้าเดินเล่นไม่นานก็ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว หลายๆคนก็จะมองหน้ากันแล้วก็พูดว่า "ทำอะไรกันดี" "แกจะซื้ออะไรไหม" สุดท้ายไม่รู้จะทำอะไรก็หาร้านนั่งเล่น
ตอนนี้สิ่งที่อาจจะต้องดูคือ
1 ทุกสาขาก็ขายดีจนคนล้นอยู่แล้ว ถ้ารายได้และกำไรจะเพิ่มขึ้นกว่านี้อีกอาจจะต้องมาจากการเพิ่มสาขาอย่างเดียว ซึ่งในกรุงเทพผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้สาขาอิ่มตัวแล้วรึยัง (คือถ้าเพิ่มสาขามากกว่านี้จะเริ่มมาแย่งลูกค้ากันเองรึเปล่า) ส่วนต่างจังหวัดไม่แน่ใจว่าจะเพิ่มได้กี่สาขา
2 ไม่แน่ใจว่าบริษัทเองก็เห็นเหมือนข้อ 1 รึเปล่า จึงเริ่มมีการทำ brand อื่นๆเพิ่มขึ้นมา แต่ ณ ตอนนี้ก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะติดตลาดหรือเปล่า และ brand อื่นก็เป็นร้านขนมเหมือนกัน ถ้าติดตลาดขึ้นมาจริงๆ ถึงจะเป็นขนมชนิดอื่นแต่ก็อาจจะมาแย่งลูกค้ากันเองอยู่ดี
3 life style คนเราอาจจะเปลี่ยน เมื่อก่อน swensen ก็เป็นร้านที่แต่งสวย น่านั่ง ราคาไม่แพง แต่เดี๋ยวนี้เวลาเปลี่ยนไป การตกแต่งร้านที่เคยดูดีตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่ามันเริ่มเชยๆ ขนมที่ขายถึงจะรู้สึกว่าคุ้มราคามากแต่ก็ไม่น่ารักดึงดูดเท่ากับของร้านขนมสมัยใหม่ แต่ก็อย่างที่บอกไปข้างต้น เราน่าจะสัมผัสได้ค่อนข้างเร็วถ้าร้าน after u เริ่มที่จะหลุด trend เพราะน่าจะเป็นร้านที่เราเห็นอยู่แทบทุกวัน ก็อาจจะถอนการลงทุนได้ทันในกรณีนี้
เพราะเหตุผลเหล่านี้ผมคงไม่กล้าซื้อ After U ที่ PE สูงเกินไป เพราะไม่รู้ว่าจะโตได้อีกแค่ไหน แต่ถ้า PE ไม่สูงจนเกินไปก็เป็นกิจการที่น่าสนใจมากทีเดียว ถ้าสมมุติว่าบริษัทไม่โตเลยแต่ขายดีแบบนี้ไปอีกในอนาคต 5-10 ปี และได้ซื้อที่ราคา PE ถูกๆก็คงจะดี
ณ ตอนนี้ผมว่า after u เป็นเหมือนมาแทน swensen ของเมื่อ 10-20 ปีก่อน ที่ๆร้านสวย นั่งสบาย ราคาไม่แพง (ถ้าไม่ได้สั่งเน้นกินแต่สั่งมาแบ่งๆกันทานเล่น) ถ้าไม่รู้จะนัดเจอเพื่อนที่ไหนหรือทำอะไรหลายๆคนก็นัดมาเจอมานั่งคุยกันที่ after u เพราะเอาเข้าจริงๆเวลาเดินห้างถ้าเดินเล่นไม่นานก็ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว หลายๆคนก็จะมองหน้ากันแล้วก็พูดว่า "ทำอะไรกันดี" "แกจะซื้ออะไรไหม" สุดท้ายไม่รู้จะทำอะไรก็หาร้านนั่งเล่น
ตอนนี้สิ่งที่อาจจะต้องดูคือ
1 ทุกสาขาก็ขายดีจนคนล้นอยู่แล้ว ถ้ารายได้และกำไรจะเพิ่มขึ้นกว่านี้อีกอาจจะต้องมาจากการเพิ่มสาขาอย่างเดียว ซึ่งในกรุงเทพผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้สาขาอิ่มตัวแล้วรึยัง (คือถ้าเพิ่มสาขามากกว่านี้จะเริ่มมาแย่งลูกค้ากันเองรึเปล่า) ส่วนต่างจังหวัดไม่แน่ใจว่าจะเพิ่มได้กี่สาขา
2 ไม่แน่ใจว่าบริษัทเองก็เห็นเหมือนข้อ 1 รึเปล่า จึงเริ่มมีการทำ brand อื่นๆเพิ่มขึ้นมา แต่ ณ ตอนนี้ก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะติดตลาดหรือเปล่า และ brand อื่นก็เป็นร้านขนมเหมือนกัน ถ้าติดตลาดขึ้นมาจริงๆ ถึงจะเป็นขนมชนิดอื่นแต่ก็อาจจะมาแย่งลูกค้ากันเองอยู่ดี
3 life style คนเราอาจจะเปลี่ยน เมื่อก่อน swensen ก็เป็นร้านที่แต่งสวย น่านั่ง ราคาไม่แพง แต่เดี๋ยวนี้เวลาเปลี่ยนไป การตกแต่งร้านที่เคยดูดีตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่ามันเริ่มเชยๆ ขนมที่ขายถึงจะรู้สึกว่าคุ้มราคามากแต่ก็ไม่น่ารักดึงดูดเท่ากับของร้านขนมสมัยใหม่ แต่ก็อย่างที่บอกไปข้างต้น เราน่าจะสัมผัสได้ค่อนข้างเร็วถ้าร้าน after u เริ่มที่จะหลุด trend เพราะน่าจะเป็นร้านที่เราเห็นอยู่แทบทุกวัน ก็อาจจะถอนการลงทุนได้ทันในกรณีนี้
เพราะเหตุผลเหล่านี้ผมคงไม่กล้าซื้อ After U ที่ PE สูงเกินไป เพราะไม่รู้ว่าจะโตได้อีกแค่ไหน แต่ถ้า PE ไม่สูงจนเกินไปก็เป็นกิจการที่น่าสนใจมากทีเดียว ถ้าสมมุติว่าบริษัทไม่โตเลยแต่ขายดีแบบนี้ไปอีกในอนาคต 5-10 ปี และได้ซื้อที่ราคา PE ถูกๆก็คงจะดี
Sunday, June 8, 2014
Tuesday, July 23, 2013
Dairy Queen ยิ่งซื้อขนาดใหญ่ยิ่งแพง???
โพสนี้จะไม่ค่อยเกี่ยวกับหุ้นเท่าไหร่นะครับ ถึงแม้ว่าหุ้น MINT (Minor Group) จะมีธุรกิจที่ผมชอบและสนใจอยู่หลายอย่างซึ่งผมก็ติดตามธุรกิจเหล่านี้คร่าวๆอยู่เรื่อยๆ แต่เหตุผลที่ผมยังไม่ได้ตัดสินใจจะลงทุนในหุ้น MINT นั้นผมคงจะไม่ได้พูดถึงในโพสนี้ แต่วันนี้ผมอยากจะพูดถึง Dairy Queen ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในเครือของ MINT ครับ (ซึ่งผมก็ชอบไปอุดหนุนอยู่บ่อยๆ)
วันก่อนผมกับเพื่อนเกิดอยากกินไอศครีม Blizzard ขึ้นมาก็เลยแวะไปที่ Dairy Queen ในห้างใกล้ๆ ตอนไปถึงก็คิดอยู่กับเพื่อนว่าเอเราจะซื้อขนาดใหญ่มาแบ่งกันหรือซื้ออันเล็กกินกันคนละอันดี คือจริงๆแล้วอยากกินกันคนละรสด้วยแต่คิดว่าถ้าซื้อแก้วใหญ่น่าจะคุ้มค่ากว่า แต่ปรากฏว่าพอลองมองดูราคาและปริมาณที่ได้ของแต่ละขนาดแล้ว!!!!! อะไรกันนี่!!!
ปรกติการตั้งราคาของร้านค้าและร้านอาหารทั่วไปถ้ายิ่งซื้อขนาดที่ใหญ่ขึ้นก็จะได้ความคุ้มค่าที่มากขึ้น (เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าซื้อเยอะขึ้น) แต่อย่างที่เห็นจากราคาข้างบน เอทำไมยิ่งซื้อขนาดใหญ่ขึ้นยิ่งได้ความคุ้มค่าน้อยลง
ขนาดเล็กราคา 30 บาทได้ 6.5oz
ขนาดใหญ่ราคา 59 บาท ได้แค่ 12oz
ถ้าซื้อขนาดเล็ก 2 อัน ราคา 60 บาท แต่ได้ตั้ง 13oz แพงกว่าแค่ 1 บาท (1.7%) แต่ได้มากกว่าตั้ง 8.3% แถมยังเลือกกินได้ 2 รส (จริงๆวันนั้นขนาดเล็กลดเหลือ 29 บาทด้วย)
หรือถ้าเพิ่มจากขนาดเล็กไปขนาดกลาง เพิ่มเงิน 9 บาท (30%) แต่ได้เพิ่มมาแค่ 1.5oz หรือ 23%
หรือถ้าซื้อขนาดกลาง 2 อัน ราคา 78 บาท ได้ 16oz ซึ่งปริมาณเท่ากับขนาด Take Away ที่ราคา 79 บาท
ผมก็เลยงงเล็กน้อยครับว่าทำไมยิ่งซื้อขนาดใหญ่ความคุ้มค่ายิ่งลดลง ผมคิดว่าน่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่างนะครับถ้าใครทราบจะขอบคุณมากเลยครับเพราะยังสงสัยอยู่ ไม่แน่ใจว่าแก้วขนาดใหญ่แพงกว่ามากรึเปล่า แต่ก็ไม่น่าใช่เพราะคนซื้อขนาดเล็กสองอันก็ต้องเปลืองช้อน กระดาษเช็ดมือสองอัน ยิ่งน่าจะแพงกว่าด้วยซ้ำ แถมเวลาที่ใช้ทำก็ยิ่งนานเป็นสองเท่า
Tuesday, July 16, 2013
หุ้น อิชิตัน Ichitan (ICHI) น่าลงทุนไหม ธุรกิจเป็นยังไง
อีกสักพักบริษัท อิชิตัน ก็จะมีการทำ IPO เข้าตลาดหุ้นภายใต้ตัวย่อ ICHI (ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง) ถ้าผมจำไม่ผิดเห็นคุณตันเคยบอกไว้ว่าน่าจะเป็นวันที่ 11/12/2013 ซึ่งก็เหลืออีกไม่ถึงครึ่งปี วันนี้ก็เลยอยากจะพูดถึงบริษัทนี้เล็กน้อยจากข้อมูลต่างๆที่ผมได้สัมผัสมา คงจะเป็นการพูดถึงคร่าวๆที่ไม่ได้ลงรายละเอียดทางตัวเลขนะครับเพราะตอนนี้คงยังจะเร็วเกินไป
ก่อนอื่นผมได้ฟังสัมภาษณ์ของคุณตันที่พูดถึงเหตุผลที่จะเอาบริษัท อิชิตัน เข้าตลาดหุ้น เห็นเขาบอกมาสามอย่างหลักๆ อย่างแรกคือเอาเงินไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายทางด้านดอกเบี้ยที่มีอยู่ตอนนี้ ซึ่ง ณ ตอนนี้น่าจะเป็นปีแรกที่บริษัทกลับมามีกำไร ถ้าไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยบริษัทน่าจะมีกำไรมากขึ้นอีก ซึ่งจุดนี้ก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเหตุผลที่นักลงทุนอาจจะได้ยินมากที่สุด เพราะการใช้หนี้ดอกเบี้ยนั้นเป็นแค่ One Time Gain คือสมมุติตอนนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่ปีละ 20 ล้านบาทก็จะไม่ต้องจ่ายแล้วแต่มันก็จบอยู่แค่นั้นไม่ได้เป็นการลงทุนที่งอกเงยขึ้นเรื่อยๆ
อย่างที่สองคุณตันบอกว่า "อาจจะ" ซื้อเครื่องจักรเพิ่ม ซึ่งตอนสร้างโรงงานคุณตันบอกว่าได้เผื่อพื้นที่สำหรับลงเครื่องจักรเพิ่มเอาไว้แล้ว ถ้าเอาเงินไปลงตรงนี้จริงๆเพราะว่าตอนนี้ขายดีจนเกินกำลังการผลิตก็คงจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องการ แต่ฟังจากน้ำเสียงและการพูดของคุณตันแล้วดูเหมือนตรงนี้จะไม่ใช่เหตุผลหลัก
เหตุผลสุดท้าย และอาจจะเป็นเหตุผลที่น่ากังวลที่สุดสำหรับนักลงทุนคือเมื่อคุณตันพูดว่า "ผมยืมเงินภรรยามา 2,000 ล้าน มาลงที่บริษัท อิชิตัน ก็ต้องเอาเงินไปคืนภรรยาด้วย" อืมอันนี้ความหมายตรงๆเหมือนจะเป็น "ผมลงเงินไป 2,000 ล้านก็จะขอถอนทุนคืน" ซึ่งผมก็แปลกใจที่เขาพูดออกมาค่อนข้างตรงๆแบบนี้ หรืออาจเห็นว่าเมื่อเข้าตลาดหุ้นแล้วตัวเลขการเงินออกมายังไงทุกคนก็ต้องเห็นอยู่ดี ซึ่งผมก็ไม่โทษคุณตันหรอกที่ทำแบบนี้ ถ้าผมเองเป็นเจ้าของบริษัทที่อยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงมากและยังไม่รู้ว่าบริษัทของเราท้ายที่สุดแล้วจะเป็นผู้ชนะหรือเปล่า ผมก็คงจำกัดความเสี่ยงโดยการ Cash In บางส่วนก่อนแล้วก็เก็บหุ้นไว้อีกส่วนหนึ่ง ทีนี้ถึงบริษัทจะแพ้คู่แข่งเราเองก็ยังได้เงินคืนมาแล้ว ส่วนถ้าบริษัทชนะเราก็ยังเป็นเจ้าของอยู่ส่วนหนึ่ง เรียกว่า Win Win แต่ในฐานะของนักลงทุนธรรมดาคงต้องมองความเสี่ยงต่างกัน เพราะถ้าบริษัทเจ๊งเราก็จะไม่เหลืออะไรเลย
ทีนี้มาดูในส่วนของธุรกิจของอิชิตันกันบ้าง ผมเชื่อว่าทุกๆคนก็คงคุ้นเคยกับธุรกิจของเขาในระดับนึง พูดง่ายๆก็คือโออิชิทำอะไรอิชิตันก็ทำตรงนั้นแหละโดยที่พยามจะทำให้ดีกว่าเหมือนกับว่ามีความแค้นส่วนตัวกันมาก่อน (เอหรือว่าจะมี)
ส่วนแรกแน่นอนก็คือฝ่ายเครื่องดื่มซึ่งต้องบอกว่าตอนนี้มาแรงจริงๆ ยอดขายเรียกว่าขึ้นมาเทียบกับโออิชิได้อย่างรวดเร็ว และตอนนี้ด้วย Promotion แรงๆเห็นคุณตันบอกว่าจากที่เคยมีขายอยู่ใน 40% ของร้านค้าทั้งหมดตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 70% กว่าแล้วซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับบริษัท แต่สำหรับนักลงทุนอาจจะต้องดูว่าถ้าตอนนี้มีขายอยู่ใน 70% กว่าของร้านค้าแล้วจะเหลือพื้นที่ให้โตไปได้อีกแค่ไหน ถ้าโตจากพื้นที่การขายไม่ได้แล้วก็ต้องโตโดยแย่ง Market Share จากแบรนด์อื่นๆ ซึ่ง ณ ตอนนี้ที่อิชิตันมี Promotion แรงขนาดนี้และกระแสของตัวคุณตันก็ดี ลูกค้าที่ยังไม่ยอมดื่มอิชิตันอีกก็ไม่รู้ว่าจะมาเลือกดื่มตอนไหน เพราะฉะนั้นจากนี้ Market Share จะโตได้อีกแค่ไหนก็อาจจะต้องดูดีๆ
ในขณะที่ฝ่ายเครื่องดื่มเป็นพระเอก ฝ่ายร้านอาหารของอิชิตันตอนนี้ยังไม่โดดเด่นเท่าไหร่ และตอนนี้ยังมีอยู่ไม่กี่สาขา ถ้าใครเคยไปกินร้านอาหารของอิชิตันคงจะทราบว่าก็เป็นเหมือนของโออิชิ คือเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น แต่เหมือนคุณตันจะพยายามทำให้ดีกว่าในราคาที่เท่าๆหรือถูกกว่า คือของจะใช้ดีกว่าหน่อย อาหารก็ไม่ต้องเดินไปตักเองแต่จะเป็นแบบสั่งเอาแล้วทำกันสดๆหมด ซึ่งผมก็เคยไปกินมาสองสามครั้งก็รู้สึกชอบมากกว่าร้านของโออิชิ และที่สำคัญขายดีมากทุกสาขา ผมจึงแปลกใจมากเมื่อได้พูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ในฝ่ายนี้ว่ากำไรแค่พออยู่ได้แต่ก็เหนื่อย (อันนี้คำพูดของเขา) คือในร้านอาหารแบบนี้ Margin ก็จะค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว แต่เนื่องจากพยายามจะทำให้ดีกว่าของโออิชิจึงทำให้ Margin น้อยเข้าไปอีก และปัญหาที่ตามมาก็คือไม่สามารถจ้างพนักงานเยอะเกินไปเพราะจะทำให้ไม่คุ้ม และเนื่องจากร้านจะทำทุกอย่างสดๆบวกกับเป็นแบบสั่ง คือพนักงานจะต้องเอาของไปเสริฟทุกอย่าง จึงทำให้งานโหลดมาก ทั้งพนักงานเสริฟและคนทำอาหาร (เห็นบอกว่าปั้นซูชิกันจนมือหงิก)
ถ้ามองในแง่ดีก็อาจจะมองได้ว่าฝ่ายร้านอาหารยังมีโอกาสโตได้อีกเยอะ ถ้าจัดระบบให้ได้เข้าที่เข้าทางกว่านี้เพื่อให้ได้ Margin ที่ดีขึ้น และก็ยังเหลือพื้นที่ให้ขยายได้อีกเยอะเพราะตอนนี้ยังมีอยู่ไม่กี่สาขา แต่สำหรับผมตลาดธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อสี่ห้าปีก่อนแล้ว ตัวเลือกและราคาจากร้านอื่นๆมีมากมาย ขนาดร้านของโออิชิเองที่อยู่ตามที่ต่างๆก็ไม่ได้ขายดีเท่าไหร่ การที่ร้านอิชิตันจะขยายได้อย่างประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่ง่ายและคู่แข่งหลักก็คงไม่ใช่จากร้านของโออิชิซะด้วย
แต่ความเสี่ยงสูงสุดของการลงทุนใน Ichitan นั้นผมมองว่ามาจากตัวของคุณตันเอง การที่แบรนด์ของบริษัทถูกผูกติดไว้มากกับตัวคุณตันนั้นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ต้องยอมรับว่า ณ ตอนนี้หลายๆคนที่อุดหนุนอิชิตันและเปลี่ยนจากดื่มโออิชิมาดื่มอิชิตันเป็นเพราะความชื่นชอบในตัวคุณตัน เรียกว่าการทำมาร์เก็ตติ้งนั้นโปรโมทตัวคุณตันพอๆกับโปรโมทแบรนด์อิชิตันเลย ซึ่งถ้าวันไหนวันหนึ่งเกิดมีข่าวอะไรที่กระทบกับภาพลักษณ์ของคุณตัน หรือเขาพลาดไปทำอะไรที่ทำให้เสียภาพพจน์แล้วล่ะก็ ธุรกิจอาจได้รับความเสียหายอย่างมากเพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งเราก็เคยเห็นมาแล้วกับผู้มีชื่อเสียงหลายๆคน บวกกับที่ผ่านมาการที่ใช้วิธีมาร์เก็ตติ้งแบบนี้ก็ทำให้มีคน "หมั่นไส้" คุณตันไม่น้อยอยู่เหมือนกันซึ่งคนเหล่านี้ก็คงพร้อมซ้ำเติมอยู่แล้วถ้าเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นมา
Wednesday, May 29, 2013
หุ้น M ดีไหม สุกี้ร้านนี้น่าลงทุนรึเปล่า
อีกไม่นานเครือร้านอาหารสุกี้ MK ก็กำลังจะเปิดขาย IPO เข้ามาในตลาดหุ้น โดยซื้อขายกันภายใต้ตัวย่อ M (เปลี่ยนจาก MKG) หุ้นตัวนี้เป็นตัวหนึ่งที่ผมค่อนข้างสนใจมากพอสมควร ที่สนใจนี้ไม่ได้หมายความว่าน่าซื้อนะครับ อันนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ที่สนใจเพราะว่าโดยปรกติผมเป็นคนชอบบริษัทที่อยู่ใกล้ตัวอยู่แล้ว ยิ่งได้เห็นได้สัมผัสได้ใช้สินค้าหรือบริการของเขาอยู่ทุกวันยิ่งดี เพราะจุดนี้เป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญมากๆอันนึงเลยเวลาที่ผมจะตัดสินใจลงทุนในบริษัท
เพราะฉะนั้นเราลองมาคิดถึงธุรกิจของ M กันดูก่อนดีกว่า ณ วันนี้บริษัทมีธุรกิจหลักคือร้านอาหารอยู่ 2 chain คือ MK กับ Yayoi ถ้าย้อนกลับไปซัก 5-6 ปีก่อนทุกๆช่วงเวลาทานมื้อกลางวันกับเย็นมั่นใจได้เลยว่าหน้าร้าน MK จะมีคนนั่งคิวกันยาวเหยียดเพื่อรอโต๊ะ (รวมถึงร้าน Fuji ด้วยที่ส่วนใหญ่จะเห็นคิวยาวคู่กัน) แต่ทุกวันนี้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยดูเหมือนจะพัฒนาไปมาก ทั้งตัวเลือก ประเภท ราคา และรูปแบบร้านอาหารเดี๋ยวนี้มีมากกว่าแต่ก่อนมาก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เดี๋ยวนี้คนกิน MK น้อยลง แต่ก็ยังขายดีอยู่นะครับคนก็แน่นร้านตลอดแค่ไม่ได้แย่งกันเข้าร้านเหมือนแจกฟรีหรือต้องมานั่งคิวนานๆเพราะตัวเลือกอื่นก็มี
กลุ่มร้านหลักประเภทหนึ่งเลยที่ผมว่าดึงลูกค้าไปจาก MK คือกลุ่มร้านบุฟเฟ่ต์ชาบู (อย่าง Hotpot ชาบูชิ ซูกิชิ) กลุ่มร้านเหล่านี้ขายอาหารที่คล้ายกับของ MK มากแต่กินได้ไม่อั้น รวมทั้งน้ำและของหวาน แถมราคายังแค่ประมาณ 250-350 บาท ต่อคน ซึ่งถ้าผมไปกิน MK ปรกติราคาจะออกมาแพงกว่านี้อีก กลุ่มคนที่ชอบความ "รู้สึก" คุ้มค่าจึงเลือกที่จะไปกินร้านเหล่านี้แทน แต่ MK ก็ยังมีจุดแข็งที่เหนือกว่าอยู่หลายอย่าง คือสะอาด อาหารดูสดกว่า นั่งสบายไม่วุ่นวาย และการบริการนี่ต้องขอชมเป็นพิเศษร้านหรูๆหลายร้านต้องอาย (จากประสบการณ์ส่วนตัว) โค้งแล้วโค้งอีกจนผมเขินเลย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ถ้าผมต้องเลือกที่จะไปกินสุกี้ผมก็ยังชอบไปกิน MK มากกว่า
โอเคเราอาจจะต้องยอมรับว่า MK ขายดีน้อยลงจากเมื่อก่อน แต่จริงๆแล้วประเด็นนั้นผมว่ายังไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ แต่ที่สำคัญคือตอนนี้และในอนาคตแนวโน้วเป็นยังไง ซึ่งตอนนี้ผมว่ายอดขายของ MK แต่ละสาขาก็ค่อนข้างอยู่ตัวแล้วและก็นับว่ายังขายดีอยู่ กลุ่มลูกค้าได้แบ่งกันชัดเจนแล้วว่าใครชอบสุกี้แบบธรรมดาหรือแบบบุฟเฟ่ต์ และข้อดีคือสำหรับใครที่ชอบสุกี้แบบธรรมดาดูเหมือน MK จะไม่มีคูแข่งเลย มองไปในอนาคตร้านสุกี้ส่วนใหญ่ที่เปิดขึ้นมาใหม่ก็เห็นจะใช้แต่ model แบบบุฟเฟ่ต์กันหมดซึ่งก็ไม่น่าจะกระทบกับยอดขายของ MK แล้วแต่จะไปแย่งลูกค้ากันเองกับร้านบุฟเฟต์จ้าวอื่นมากกว่า แนวโน้วในอนาคตผมจึงคิดว่ายอดขายต่อสาขาของ MK น่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับนี้ ไม่เพิ่มหรือลดซักเท่าไหร่
ทีนี้เราลองมาดูทาง Yayoi กันบ้าง ตอนเปิดใหม่ๆดูจะน่าเป็นห่วงอยู่พอสมควร ทุกสาขาที่ผมเคยผ่านเมื่อปีที่แล้วตอนต้นปีคนค่อนข้างโล่งมาก แต่ตอนนี้ติดตลาดแล้วเรียกว่าขายดีเลยทีเดียวเดินผ่านคนก็คึกคักตลอด positioning เขาผมว่าดีมาก ไม่มีคูแข่งโดยตรง เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบตามสั่งราคาถูกแค่ 100 กว่าบาทก็กินได้ ราคาเท่ากับไปกิน KFC หรือ Mac เลย สำหรับ chain นี้ผมว่าถ้ายังไม่มีคู่แข่งใหม่ๆเข้ามาที่ชนกันโดยตรงยอดขายต่อสาขาก็น่าจะเหมือน MK คือค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ระดับนี้
การขยายตัวของธุรกิจ
มาถึงประเด็นสำคัญ "แล้วธุรกิจนี้จะโตไปได้อีกแค่ไหน" สำหรับ MK การที่ยอดขายและกำไรจะโตได้นั้นคงจะต้องพึ่งการขยายสาขาไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ห้างทุกห้างและ community mall ก็มี MK อยู่แล้วเพราะฉะนั้นอัตราการเติบโตคงจะโตได้ตามการขยายตัวของ modern trade เท่านั้น ซึ่งถ้าเฉลี่ยในระยะยาวผมว่าได้สิบกว่าเปอร์เซ็นต่อปีก็เก่งแล้ว เพราะต้องอย่าลืมด้วยว่าการเพิ่มสาขาแต่ละครั้งไม่ได้ได้ลูกค้าใหม่ทั้งหมด จาก 100 คนที่มากินที่สาขาใหม่ หลายๆคนอาจจะเป็นลูกค้าเก่าอยู่แล้วที่ตอนนี้เปลี่ยนมากินสาขาที่ใกล้ขึ้นเท่านั้นเอง
ทางด้านของ Yayoi ก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้จะเห็นว่าเวลาเปิดสาขาใหม่ MK กับ Yayoi จะเปิดกันเป็นคู่ แต่ Yayoi มีโอกาสขยายได้มากกว่าพอสมควรเพราะตอนนี้ยังมีอยู่แค่เกือบ 100 สาขาในขณะที่ MK มีอยู่ถึง 300 กว่าสาขา เพราะฉะนั้นในช่วงแรกนี้ Yayoi ยังสามารถแร่งขยายไปในพื้นที่ที่ตอนนี้ MK อยู่แต่ยังไม่มี Yayoi แต่ในระยะยาวเมื่อขยายเสร็จแล้วอัตราการเติบโตก็คงลดเหลือแค่เท่ากับของ MK คือไม่น่าจะเกินสิบกว่าเปอร์เซ็นต่อปี
ส่วนการขยายตัวต่างประเทศนั้นผมคิดว่าเราน่าจะมองเป็นเหมือน bonus มากกว่าแต่อย่าไปพึ่งความหวังไว้กับมัน เรื่องของรสนิยมอาหารการกินนั้นเป็นอะไรที่เดายากมากๆ เราก็เห็นกันมาบ่อยมากแล้วที่ chain ร้านอาหารที่ฮิตมากในประเทศนึงพอไปเปิดประเทศอื่นๆแล้วกลับเจ๊งไม่เป็นท่า และที่สำคัญร้านในต่างประเทศนั้นเป็นอะไรที่ห่างหูห่างตา (อย่างน้อยสำหรับผมที่ไม่ได้เดินทางบ่อยมาก) จึงเป็นอะไรที่ติดตามค่อนข้างยากว่าธุรกิจเป็นยังไง แน่นอนถ้าเกิดร้านอาหารของ M ไปติดตลาดที่ต่างประเทศธุรกิจนั้นจะสามารถขยายได้อีกมหาศาล อันนี้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าจะฝากความหวังไว้กับเหตุผลนี้ตอนลงทุนผมว่ามันก็อาจจะเสี่ยงเกินไป
ทีนี้ลองมาดูตัวเลขคร่าวๆกันนิดนึง ถ้าดูระดับหนี้สินต่อกำไรแล้วผมว่าโอเคไม่สูงมาก แต่ตัวที่บริษัทน่าจะอยากให้นักลงทุนดูมากที่สุดคงจะเป็นการเติบโตของกำไรจากปี 54-55 ที่สูงถึงเกือบ 20% ถ้าคิดว่า M จะโตต่อไปได้ในอัตรานี้เรื่อยๆนักลงทุนก็อาจให้ราคา PE ของหุ้นที่ค่อนข้างสูงทีเดียว เพราะถ้าโตขนาดนี้ต้องถือว่าเป็น growth stock ที่ดีมากๆอันนึง แต่ด้วยเหตุผลต่างๆที่บอกไปแล้วผมไม่คิดว่า M จะโตได้ในอัตรานี้ไปอีกนานเท่าไหร่ อีกเหตุผลหนึ่งที่ปีที่แล้วกำไรอาจจะโตขึ้นเยอะกว่าปรกติอาจเป็นเพราะว่าปีที่แล้ว Yayoi เริ่มติดตลาดขึ้นมาพอดีเลยทำให้รายได้โตขึ้นอย่างเก้ากระโดดแต่ตอนนี้ยอดขายก็น่าจะเริ่มอยู่ตัวแล้ว
แล้วตกลงน่าลงทุนไหม?
โดยรวมแล้วผมคิดว่า M เป็นบริษัทที่มีระบบและกิจการที่ดีบริษัทหนึ่ง ถ้าถามว่าอยากเป็นเจ้าของไหมผมก็คงต้องตอบว่าอยาก แต่จะลงทุนซื้อหุ้นตัวนี้หรือไม่นั้นประเด็นสำคัญคงจะต้องอยู่ที่ราคา ผมไม่คิดว่าบริษัท M ณ ตอนนี้จะโตมากขนาดที่ให้ราคาแบบ super growth stock ได้ น่าจะเป็นบริษัทที่มีกิจการดี มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างมั่นคงและก็โตไปได้เรื่อยๆตามขนาดเศรษฐกิจ และ modern trade อาจคล้ายๆบริษัท blue chip ย่อยๆบริษัทหนึ่ง แต่มีข้อดีมากกว่าตรงอัตราการเติบโตที่น่าจะดีกว่าและที่สำคัญยังใกล้หูใกล้ตาถ้าเกิด trend เล่มเปลี่ยนหรือมีคู่แข่งใหม่เข้ามาที่น่ากลัวเราก็น่าจะเห็นได้ค่อนข้างเร็ว
มองรวมๆด้วยเหตุผลต่างๆแล้วถ้าหุ้นราคา PE สักสิบกว่าๆนี้ต้องถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว แต่ถ้า PE ใกล้ 20 หรือมากกว่าหน่อยนั้นอาจจะต้องเริ่มคิดหนักขึ้น เพราะที่ราคานี้ถ้าจะบอกว่าถูกนั้นคงไม่ใช่แน่นอนถ้าจะให้ลงทุนจริงๆอาจจะลงทุนแค่ส่วนหนึ่งของจำนวนที่ตั้งใจไว้ แต่ถ้า PE 25 หรือมากกว่านั้นนี่ผมคงต้องขอรอดูผลประกอบการไปอีกซักระยะนึงก่อนว่าจะโตไปได้แค่ไหน
แต่ถ้าดูจากสภาวะตลาดตอนนี้แล้ว บวกกับการที่ M เป็นแบรนด์ที่ใครๆก็รู้จักและมีคนสนใจเยอะ ผมคิดว่าราคาที่ PE 30 ขึ้นไปตอนช่วง IPO อาจมีให้ได้เห็นแน่นอนซึ่งราคานี้ผมคงไม่กล้าลงทุน
ปล. มีหลายคนที่สงสัยว่าการ IPO นี้เป็นการ cash out ของบรรดาเจ้าของรึเปล่า เพราะตอนนี้ธุรกิจก็เริ่มที่จะอิ่มตัวแล้วบวกกับตอนนี้ที่ราคาตลาดหุ้นกำลังอยู่สูงน่าจะได้ราคาดี พูดกันจริงๆผมเองก็คิดเหมือนกัน เพราะถ้า M IPO เพื่อต้องการเงินไปลงทุนจริงๆก็น่าจะทำตอนช่วงที่บริษัทขยายตัวเยอะๆ หรือตอนที่จะเริ่มเปิด Yayoi ยังดูจะสมเหตุสมผลมากกว่า แต่นี่ทุกอย่างก็ลงทุนไปจนอยู่ตัวหมดแล้ว การจะขยายสาขาไปต่างประเทศก็เป็นการค่อยๆไปเปิดร้านอาหารแค่ไม่กี่สาขา เทียบกับขนาดบริษัทตอนนี้น่าจะมีเงินทุนเหลือเพืออยู่แล้ว แต่ถ้าพูดกันจริงๆ M คงไม่ใช่บริษัทแรกและบริษัทสุดท้ายที่จะเข้าตลาดด้วยเหตุผลนี้ (จริงๆแล้วออกจะหลายบริษัทด้วยซ้ำที่ทำแบบนี้)
กลุ่มร้านหลักประเภทหนึ่งเลยที่ผมว่าดึงลูกค้าไปจาก MK คือกลุ่มร้านบุฟเฟ่ต์ชาบู (อย่าง Hotpot ชาบูชิ ซูกิชิ) กลุ่มร้านเหล่านี้ขายอาหารที่คล้ายกับของ MK มากแต่กินได้ไม่อั้น รวมทั้งน้ำและของหวาน แถมราคายังแค่ประมาณ 250-350 บาท ต่อคน ซึ่งถ้าผมไปกิน MK ปรกติราคาจะออกมาแพงกว่านี้อีก กลุ่มคนที่ชอบความ "รู้สึก" คุ้มค่าจึงเลือกที่จะไปกินร้านเหล่านี้แทน แต่ MK ก็ยังมีจุดแข็งที่เหนือกว่าอยู่หลายอย่าง คือสะอาด อาหารดูสดกว่า นั่งสบายไม่วุ่นวาย และการบริการนี่ต้องขอชมเป็นพิเศษร้านหรูๆหลายร้านต้องอาย (จากประสบการณ์ส่วนตัว) โค้งแล้วโค้งอีกจนผมเขินเลย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ถ้าผมต้องเลือกที่จะไปกินสุกี้ผมก็ยังชอบไปกิน MK มากกว่า
โอเคเราอาจจะต้องยอมรับว่า MK ขายดีน้อยลงจากเมื่อก่อน แต่จริงๆแล้วประเด็นนั้นผมว่ายังไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ แต่ที่สำคัญคือตอนนี้และในอนาคตแนวโน้วเป็นยังไง ซึ่งตอนนี้ผมว่ายอดขายของ MK แต่ละสาขาก็ค่อนข้างอยู่ตัวแล้วและก็นับว่ายังขายดีอยู่ กลุ่มลูกค้าได้แบ่งกันชัดเจนแล้วว่าใครชอบสุกี้แบบธรรมดาหรือแบบบุฟเฟ่ต์ และข้อดีคือสำหรับใครที่ชอบสุกี้แบบธรรมดาดูเหมือน MK จะไม่มีคูแข่งเลย มองไปในอนาคตร้านสุกี้ส่วนใหญ่ที่เปิดขึ้นมาใหม่ก็เห็นจะใช้แต่ model แบบบุฟเฟ่ต์กันหมดซึ่งก็ไม่น่าจะกระทบกับยอดขายของ MK แล้วแต่จะไปแย่งลูกค้ากันเองกับร้านบุฟเฟต์จ้าวอื่นมากกว่า แนวโน้วในอนาคตผมจึงคิดว่ายอดขายต่อสาขาของ MK น่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับนี้ ไม่เพิ่มหรือลดซักเท่าไหร่
ทีนี้เราลองมาดูทาง Yayoi กันบ้าง ตอนเปิดใหม่ๆดูจะน่าเป็นห่วงอยู่พอสมควร ทุกสาขาที่ผมเคยผ่านเมื่อปีที่แล้วตอนต้นปีคนค่อนข้างโล่งมาก แต่ตอนนี้ติดตลาดแล้วเรียกว่าขายดีเลยทีเดียวเดินผ่านคนก็คึกคักตลอด positioning เขาผมว่าดีมาก ไม่มีคูแข่งโดยตรง เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบตามสั่งราคาถูกแค่ 100 กว่าบาทก็กินได้ ราคาเท่ากับไปกิน KFC หรือ Mac เลย สำหรับ chain นี้ผมว่าถ้ายังไม่มีคู่แข่งใหม่ๆเข้ามาที่ชนกันโดยตรงยอดขายต่อสาขาก็น่าจะเหมือน MK คือค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ระดับนี้
การขยายตัวของธุรกิจ
มาถึงประเด็นสำคัญ "แล้วธุรกิจนี้จะโตไปได้อีกแค่ไหน" สำหรับ MK การที่ยอดขายและกำไรจะโตได้นั้นคงจะต้องพึ่งการขยายสาขาไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ห้างทุกห้างและ community mall ก็มี MK อยู่แล้วเพราะฉะนั้นอัตราการเติบโตคงจะโตได้ตามการขยายตัวของ modern trade เท่านั้น ซึ่งถ้าเฉลี่ยในระยะยาวผมว่าได้สิบกว่าเปอร์เซ็นต่อปีก็เก่งแล้ว เพราะต้องอย่าลืมด้วยว่าการเพิ่มสาขาแต่ละครั้งไม่ได้ได้ลูกค้าใหม่ทั้งหมด จาก 100 คนที่มากินที่สาขาใหม่ หลายๆคนอาจจะเป็นลูกค้าเก่าอยู่แล้วที่ตอนนี้เปลี่ยนมากินสาขาที่ใกล้ขึ้นเท่านั้นเอง
ทางด้านของ Yayoi ก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้จะเห็นว่าเวลาเปิดสาขาใหม่ MK กับ Yayoi จะเปิดกันเป็นคู่ แต่ Yayoi มีโอกาสขยายได้มากกว่าพอสมควรเพราะตอนนี้ยังมีอยู่แค่เกือบ 100 สาขาในขณะที่ MK มีอยู่ถึง 300 กว่าสาขา เพราะฉะนั้นในช่วงแรกนี้ Yayoi ยังสามารถแร่งขยายไปในพื้นที่ที่ตอนนี้ MK อยู่แต่ยังไม่มี Yayoi แต่ในระยะยาวเมื่อขยายเสร็จแล้วอัตราการเติบโตก็คงลดเหลือแค่เท่ากับของ MK คือไม่น่าจะเกินสิบกว่าเปอร์เซ็นต่อปี
ส่วนการขยายตัวต่างประเทศนั้นผมคิดว่าเราน่าจะมองเป็นเหมือน bonus มากกว่าแต่อย่าไปพึ่งความหวังไว้กับมัน เรื่องของรสนิยมอาหารการกินนั้นเป็นอะไรที่เดายากมากๆ เราก็เห็นกันมาบ่อยมากแล้วที่ chain ร้านอาหารที่ฮิตมากในประเทศนึงพอไปเปิดประเทศอื่นๆแล้วกลับเจ๊งไม่เป็นท่า และที่สำคัญร้านในต่างประเทศนั้นเป็นอะไรที่ห่างหูห่างตา (อย่างน้อยสำหรับผมที่ไม่ได้เดินทางบ่อยมาก) จึงเป็นอะไรที่ติดตามค่อนข้างยากว่าธุรกิจเป็นยังไง แน่นอนถ้าเกิดร้านอาหารของ M ไปติดตลาดที่ต่างประเทศธุรกิจนั้นจะสามารถขยายได้อีกมหาศาล อันนี้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าจะฝากความหวังไว้กับเหตุผลนี้ตอนลงทุนผมว่ามันก็อาจจะเสี่ยงเกินไป
ทีนี้ลองมาดูตัวเลขคร่าวๆกันนิดนึง ถ้าดูระดับหนี้สินต่อกำไรแล้วผมว่าโอเคไม่สูงมาก แต่ตัวที่บริษัทน่าจะอยากให้นักลงทุนดูมากที่สุดคงจะเป็นการเติบโตของกำไรจากปี 54-55 ที่สูงถึงเกือบ 20% ถ้าคิดว่า M จะโตต่อไปได้ในอัตรานี้เรื่อยๆนักลงทุนก็อาจให้ราคา PE ของหุ้นที่ค่อนข้างสูงทีเดียว เพราะถ้าโตขนาดนี้ต้องถือว่าเป็น growth stock ที่ดีมากๆอันนึง แต่ด้วยเหตุผลต่างๆที่บอกไปแล้วผมไม่คิดว่า M จะโตได้ในอัตรานี้ไปอีกนานเท่าไหร่ อีกเหตุผลหนึ่งที่ปีที่แล้วกำไรอาจจะโตขึ้นเยอะกว่าปรกติอาจเป็นเพราะว่าปีที่แล้ว Yayoi เริ่มติดตลาดขึ้นมาพอดีเลยทำให้รายได้โตขึ้นอย่างเก้ากระโดดแต่ตอนนี้ยอดขายก็น่าจะเริ่มอยู่ตัวแล้ว
แล้วตกลงน่าลงทุนไหม?
โดยรวมแล้วผมคิดว่า M เป็นบริษัทที่มีระบบและกิจการที่ดีบริษัทหนึ่ง ถ้าถามว่าอยากเป็นเจ้าของไหมผมก็คงต้องตอบว่าอยาก แต่จะลงทุนซื้อหุ้นตัวนี้หรือไม่นั้นประเด็นสำคัญคงจะต้องอยู่ที่ราคา ผมไม่คิดว่าบริษัท M ณ ตอนนี้จะโตมากขนาดที่ให้ราคาแบบ super growth stock ได้ น่าจะเป็นบริษัทที่มีกิจการดี มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างมั่นคงและก็โตไปได้เรื่อยๆตามขนาดเศรษฐกิจ และ modern trade อาจคล้ายๆบริษัท blue chip ย่อยๆบริษัทหนึ่ง แต่มีข้อดีมากกว่าตรงอัตราการเติบโตที่น่าจะดีกว่าและที่สำคัญยังใกล้หูใกล้ตาถ้าเกิด trend เล่มเปลี่ยนหรือมีคู่แข่งใหม่เข้ามาที่น่ากลัวเราก็น่าจะเห็นได้ค่อนข้างเร็ว
มองรวมๆด้วยเหตุผลต่างๆแล้วถ้าหุ้นราคา PE สักสิบกว่าๆนี้ต้องถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว แต่ถ้า PE ใกล้ 20 หรือมากกว่าหน่อยนั้นอาจจะต้องเริ่มคิดหนักขึ้น เพราะที่ราคานี้ถ้าจะบอกว่าถูกนั้นคงไม่ใช่แน่นอนถ้าจะให้ลงทุนจริงๆอาจจะลงทุนแค่ส่วนหนึ่งของจำนวนที่ตั้งใจไว้ แต่ถ้า PE 25 หรือมากกว่านั้นนี่ผมคงต้องขอรอดูผลประกอบการไปอีกซักระยะนึงก่อนว่าจะโตไปได้แค่ไหน
แต่ถ้าดูจากสภาวะตลาดตอนนี้แล้ว บวกกับการที่ M เป็นแบรนด์ที่ใครๆก็รู้จักและมีคนสนใจเยอะ ผมคิดว่าราคาที่ PE 30 ขึ้นไปตอนช่วง IPO อาจมีให้ได้เห็นแน่นอนซึ่งราคานี้ผมคงไม่กล้าลงทุน
ปล. มีหลายคนที่สงสัยว่าการ IPO นี้เป็นการ cash out ของบรรดาเจ้าของรึเปล่า เพราะตอนนี้ธุรกิจก็เริ่มที่จะอิ่มตัวแล้วบวกกับตอนนี้ที่ราคาตลาดหุ้นกำลังอยู่สูงน่าจะได้ราคาดี พูดกันจริงๆผมเองก็คิดเหมือนกัน เพราะถ้า M IPO เพื่อต้องการเงินไปลงทุนจริงๆก็น่าจะทำตอนช่วงที่บริษัทขยายตัวเยอะๆ หรือตอนที่จะเริ่มเปิด Yayoi ยังดูจะสมเหตุสมผลมากกว่า แต่นี่ทุกอย่างก็ลงทุนไปจนอยู่ตัวหมดแล้ว การจะขยายสาขาไปต่างประเทศก็เป็นการค่อยๆไปเปิดร้านอาหารแค่ไม่กี่สาขา เทียบกับขนาดบริษัทตอนนี้น่าจะมีเงินทุนเหลือเพืออยู่แล้ว แต่ถ้าพูดกันจริงๆ M คงไม่ใช่บริษัทแรกและบริษัทสุดท้ายที่จะเข้าตลาดด้วยเหตุผลนี้ (จริงๆแล้วออกจะหลายบริษัทด้วยซ้ำที่ทำแบบนี้)
Wednesday, March 27, 2013
หุ้นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน BTSGIF ดีไหม
ตอนนี้ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายๆคนคงได้เห็นสื่อโฆษณาชักชวนให้มาลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน BTSGIF ที่กำลังจะออกมาจำหน่าย โดยจุดเด่นหลักที่โฆษณาพยามจะเสนอคือการเปรียบเทียบข้อดีของ BTSGIF เทียบกับการฝากเงินระยะยาวกับธนาคาร ว่าได้ดอกเบี้ยมากกว่า จ่ายปีละ 4 ครั้ง และยังได้รับการยกเว้นภาษีอีก 10 ปี โอ้โหดีกว่าขนาดนี้ซื้อได้เมื่อไหร่เนี่ย!!!
แต่ก่อนที่คุณจะรีบไปถอนเงินทั้งหมดจา่กบัญชีเพื่อมาซื้อกองทุนอันนี้ผมว่าอย่างน้อยทุกคนควรจะรู้ก่อนว่ากำลังซื้ออะไรกันแน่
อย่างแรกเลยที่ผมอยากจะบอกก็คือการลงทุนในกองทุนอันนี้ไม่เหมือนการฝากระยะยาวแม้แต่นิดเดียวสิ่งที่คุณจะได้เมื่อซื้อกองทุนอันนี้คือสิทธิ์ในกำไรของ BTS สองสายแรกที่สร้าง ซึ่งจะเป็นจากสนามกีฬาแห่งชาติถึงสะพานตากสินกับหมอชิตถึงอ่อนนุชเป็นเวลาเพียงแค่ 17 ปี เมื่อถึงเวลานั้นกองทุนก็จะปิดลง เพราะฉะนั้นสิ่งแรกเลยที่กองทุนนี้แตกต่างจากการฝากเงินก็คือเมื่อครบ 17 ปีแล้วเงินต้นของคุณจะเป็น 0 เงินที่คุณจะได้คืนมามากเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับว่าในอีก 17 ปีข้างหน้า BTS สองสายนี้จะทำกำไรได้เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเวลาที่โฆษณาบอกว่าจะได้เงินปันผลเท่านั้นเท่านี้แล้วเป็น % ที่สูงกว่าดอกเบี้ยของการฝากระยะยาวคุณต้องอย่าลืมว่ามันเทียบกันตรงๆไม่ได้เพราะการฝากเงินนั้นคุณได้เงินต้นคืน
ทีนี้เรามาดูตัวเลขคร่าวๆกันหน่อยละกันนะครับ จากข้อมูลที่ทางกองทุนให้มาตอนนี้ BTS สองสายนี้มีกำไรอยู่ประมาณปีละ 3,500 ล้านบาท จำนวนหุ้น BTSGIF ที่จะนำออกมาขายทั้งหมดมี 5,788 ล้านหุ้น เท่ากับว่า ณ ตอนนี้กำไรต่อหุ้นอยู่ที 0.6 บาทต่อปี สมมุติว่ากำไรของสองสายนี้คงที่ไม่เพิ่มไม่ลดไป 17 ปี จะเท่ากับว่าได้เงินคืนมาทั้งหมด 10.2 บาทต่อหุ้น แต่ราคาที่จะเสนอขายอยู่ที่หุ้นละ 10.4-10.8 บาท เท่ากับว่าถ้ากำไรเท่านี้ผู้ลงทุนจะขาดทุนนิดนึง
สมมุติว่าคุณซื้อหุ้นได้ที่ราคา 10.4 บาท ถ้าคุณเอาเงินจำนวนนี้ไปฝากแบงค์ระยะยาว 17 ปี ผมตีดอกเบี้ยแบบต่ำๆที่ 4% พอครบ 17 ปีคุณจะมีเงิน 20.26 บาท ถ้าจะให้ได้ผลตอบแทนเท่ากัน BTSGIF ต้องได้กำไรเฉลี่ยปีละ 1.19 บาทต่อหุ้น หรือโดยรวมประมาณ 6,898 ล้านบาทต่อปี หรือโดยเฉลี่ยต้องได้กำไรสองเท่าของที่ได้อยู่ ณ ปัจจุบัน
อืม...ถ้ากำไรเพิ่มขึ้นทุกๆปี ปีละ 10% ก็คงได้นะครับ แต่ผมนึกว่าเป้าหมายของกองทุนพวกนี้คือการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงน้อยและได้ปันผลสม่ำเสมอให้เป็นตัวเลือกแทนการฝากเงินระยะยาวไว้ในธนาคาร ซึ่งผมยอมรับว่ากิจการนี้มีความเสี่ยงที่จะเจ๊งน้อยมาก แต่เหมือนความเสี่ยงในการลงทุนแค่ถูกย้ายไปอยู่ที่ว่ากองทุนจะทำกำไรได้ทันในระยะเวลาที่กำหนดรึเปล่า ซึ่งเมื่อพิจารณาส่วนนี้ด้วยแล้วผมว่ามีหุ้นอีกหลายตัวที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า เพราะถึงแม้กิจการอาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ก็ไม่มีความเสี่ยงเรื่องเวลาที่จำกัด
Sunday, February 10, 2013
อย่าซื้อหุ้นเพราะคิดว่าราคาจะขึ้นแต่ซื้อหุ้นที่ราคาตกแล้วไม่เป็นอะไร
ซื้อหุ้นที่ราคาไม่ขึ้นแล้วจะซื้อไปทำไมหล่ะ? แน่นอนทุกคนย่อมอยากจะเห็นการลงทุนของตัวเองงอกเงยเพิ่มขึ้นซึ่งก็รวมทั้งตัวผมด้วย และสิ่งที่เราสามารถมองเห็นได้ง่ายที่สุดที่เป็นการชี้วัดก็คือตัวเลขเขียวๆในพอร์ตของเรา แต่การที่จิตใจของเราจดจ่ออยู่กับราคาหุ้นมากเกินไปนั้นอาจส่งผลเสียกับชีวิตการลงทุนของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นและความเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นไม่ขึ้นหรือลงตามที่เราคาด
ถ้าทุกวันนี้คุณรู้สึกเครียดเมื่อราคาของหุ้นที่คุณมีอยู่ตก หรือคุณต้องเปิดดูราคาหุ้นทุกๆ 30 วินาทีแล้วต้องจ้องมองทั้ง ticker graph ราคา และ volume เพื่อพยามตีความหมายที่อาจซ่อนอยู่ในสิ่งเหล่านี้จนคุณรู้สึกปวดหัวและสับสน การลองเปลี่ยนมามองหาหุ้นที่เราลงทุนแล้วราคาตกไม่เป็นไร แทนที่จะพยามมองหาหุ้นที่ซื้อแล้วราคาจะขึ้นนั้น อาจทำให้คุณมีความสุขกับชีวิตการลงทุนมากขึ้นรวมถึงประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย
ปรกติผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ร้าย เวลาจะลงทุนในบริษัทไหนผมจะคิดไว้เสมอว่าเดี๋ยวพอผมซื้อปุ้บราคาจะตกทันที และด้วยความโชคดีสุดๆของผมมันก็มักจะเป็นอย่างนั้นอยู่ทุกครั้ง เพราะอย่างนั้นก่อนที่ผมจะลงทุนในบริษัทไหนผมจะถามตัวเองก่อนว่าถ้าซื้อหุ้นแล้วพรุ่งนี้ราคาตกลงไป 50% ผมยังจะ happy อยู่ไหม หรือถ้าซื้อแล้วพรุ่งนี้ตลาดหุ้นถูกปิดอย่างไม่มีกำหนดแล้วผมจะเป็นเจ้าของบริษัทนี้ไปตลอดผมจะ happy ไหม เมื่อคิดอย่างนี้แล้วผลพลอยได้อย่างแรกที่ตามมาก็คือเราจะให้ความสำคัญกับตัวธุรกิจหรือ product ของบริษัทอย่างมาก ว่าเราต้องมีความมั่นใจในตัวบริษัทและอนาคตของบริษัทที่เราจะลงทุนจริงๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำอยู่แล้วแต่หลายๆครั้งเราอาจโดนสีเขียวๆแดงๆของราคาทำให้ไขว้เขว ไม่ใช่ว่าราคาที่เราซื้อจะไม่มีความสำคัญนะครับแต่มันไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจ หลังจากที่เจอบริษัทที่เราอยากเป็นเจ้าของแล้วค่อยมาดูว่าเราพอใจที่จะซื้อมาที่ราคาเท่าไหร่ซึ่งไม่จำเป็นต้องถูกมากก็ได้ แค่เป็นราคาที่เราคิดว่ายุติธรรม
ปรกติผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ร้าย เวลาจะลงทุนในบริษัทไหนผมจะคิดไว้เสมอว่าเดี๋ยวพอผมซื้อปุ้บราคาจะตกทันที และด้วยความโชคดีสุดๆของผมมันก็มักจะเป็นอย่างนั้นอยู่ทุกครั้ง เพราะอย่างนั้นก่อนที่ผมจะลงทุนในบริษัทไหนผมจะถามตัวเองก่อนว่าถ้าซื้อหุ้นแล้วพรุ่งนี้ราคาตกลงไป 50% ผมยังจะ happy อยู่ไหม หรือถ้าซื้อแล้วพรุ่งนี้ตลาดหุ้นถูกปิดอย่างไม่มีกำหนดแล้วผมจะเป็นเจ้าของบริษัทนี้ไปตลอดผมจะ happy ไหม เมื่อคิดอย่างนี้แล้วผลพลอยได้อย่างแรกที่ตามมาก็คือเราจะให้ความสำคัญกับตัวธุรกิจหรือ product ของบริษัทอย่างมาก ว่าเราต้องมีความมั่นใจในตัวบริษัทและอนาคตของบริษัทที่เราจะลงทุนจริงๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำอยู่แล้วแต่หลายๆครั้งเราอาจโดนสีเขียวๆแดงๆของราคาทำให้ไขว้เขว ไม่ใช่ว่าราคาที่เราซื้อจะไม่มีความสำคัญนะครับแต่มันไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจ หลังจากที่เจอบริษัทที่เราอยากเป็นเจ้าของแล้วค่อยมาดูว่าเราพอใจที่จะซื้อมาที่ราคาเท่าไหร่ซึ่งไม่จำเป็นต้องถูกมากก็ได้ แค่เป็นราคาที่เราคิดว่ายุติธรรม
ผลพลอยได้อีกอย่างก็คือเราจะสามารถถือหุ้นได้อย่างสบายใจมากขึ้น เพราะเราได้ธุรกิจที่เราต้องการมาในราคาที่เราพอใจแล้ว อันนี้คล้ายกับเวลาที่ผมอยากได้ของชิ้นหนึ่ง ยกตัวอย่างสมมุติผมอยากได้รองเท้าคู่หนึ่งที่ผมคิดว่าใส่สบายมาก ตอนที่พึ่งออกมาใหม่ราคาอาจจะอยู่ที่ 5,000 บาท ผมอาจจะคิดว่าราคานี้ไม่คุ้มกับความสบายที่จะได้มายอมใส่คู่เก่าขาดๆไปก่อนก็ได้ ผ่านไปสักพักราคาอาจลดมาเหลือ 3,000 บาทซึ่งผมคิดว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล ผมจึงซื้อมาใส่แล้วก็พอใจกับมันมาก ทีนี้ผ่านไปอีกซักพักมีเพื่อนมาบอกว่า "ดูซิฉันพึ่งไปงาน super sale ซื้อคู่เดียวกับนายมาแค่ 1,500 บาทเอง" ผมคงไม่รู้สึกแย่เท่าไหร่เพราะผมก็พอใจกับราคาที่ผมได้มาแล้วก็คงยินดีกับเพื่อนที่ได้มาในราคาที่คุ้มค่า แต่ถ้าผมมัวแต่รอก็ไม่รู้มาจะมีงาน super sale รึเปล่าและถ้ามีก็ไม่รู้ว่าจะยังมี size ของผมเหลืออยู่รึเปล่า
สุดท้ายแล้วอันนี้ก็เป็นเพียงแค่ mindset หรือแง่คิดในการลงทุนอันหนึ่งเท่านั้นนะครับ ซึ่งถ้าใครอยากลองเอาไปใช้ดูก็ได้ครับ (เพราะผมไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นกับความเสียหายที่อาจตามมาในการลงทุนของท่าน :p )
Wednesday, January 2, 2013
ผลกระทบนโยบายรถคันแรกกับหุ้นและการลงทุนใน 1-3 ปีข้างหน้า
ในปีที่แล้ว (2012) สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนต้องได้สัมผัสคือปรากฏการณ์ลดภาษีรถคันแรก ไม่ว่าจะได้ใช้เองหรือมีคนรอบข้างที่รู้จักได้ใช้ ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสที่มาแรงจริงๆซึ่งก็
เห็นได้จากสถิติจำนวนรถป้ายแดงที่ออกมาใหม่ ผมเลยอยากลองมาคิดวิเคราะห์เล่นๆว่ามันจะมีผลกระทบต่อเศษฐกิจและการลงทุนอย่างไรบ้างใน 1-3 ปีข้างหน้า วิเคราะห์กันแบบขำๆนะครับ :)
ข้อแรก...มาม่าน่าจะขายดีในอนาคตอันใกล้ ถ้าลองคิดถึงนิสัยการใช้เงินของคนส่วนใหญ่แล้วผมว่าข้อนี้ไม่น่าแปลกใจเลย ด้วยความ "อยาก" หลายคนใช้เงิน 100% ของที่มี (และอีกหลายคนใช้มากกว่า 100% ด้วยซ้ำ) ถ้าตามภาษานักลงทุนต้องเรียกว่าไม่มี margin of safety เลย ถ้าคิดว่าตัวเองมีกำลังผ่อนได้เดือนละ 10,000 บาทจะซื้อรถที่ต้องผ่อน 10,000-13,000 บาท โดยคิด(ฝัน)เอาเองว่าเดี๋ยวค่อยไปประหยัดตรงนั้นตรงนี้เอาหรือเดี๋ยวค่อยหาเงินเพิ่มจากตรงนู้น นี่ยังไม่นับว่าถ้าเกิดมีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินอย่างไม่สบายหรือตกงานอีกนะครับ ปรกติก็ใช้เงิน to the max อยู่แล้วนี่ยิ่งมีการกระตุ้นว่า "ถ้าไม่รีบซื้อปีนี้ไม่ได้ลดราคาแล้วนะ" ผมจึงคิดว่าสุขภาพการเงินของหลายๆคนที่ใช้สิทธิ์ไปไม่น่าจะสู้ดีนัก เรียกว่าต้องผ่อนกันแบบหืดขึ้นคอเลยทีเดียว
ด้วยเหตุผลเดียวกันกับข้างบน บริษัทที่ทำเรื่องสินเชื่อรถอาจต้องระวัง เพราะจำนวนหนี้ศูนย์อาจจะสูงขึ้นกว่าปรกติ นอกจากนี้เนื่องจากคนขยับมาซื้อรถในปี 2012 เป็นจำนวนมาก demand สินเชื่อเพื่อซื้อรถใหม่ในปีต่อๆไปอาจลดลงพอสมควร
บ้านและรถเป็นทรัพย์สินที่คนที่พึ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัวต้องการ คนที่ใช้สิทธิ์รถคันแรกส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าจัดอยู่ในกลุ่มคนพึ่งเริ่มทำงานที่ยังไม่มีทั้งบ้านทั้งรถ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้เช่าบ้านอยู่ก็ยังอยู่กับคุณพ่อหรือคุณแม่ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ไม่มีกำลังพอที่จะดาวน์ทั้งบ้านและรถในเวลาใกล้ๆกัน ส่วนใหญ่ก็คงเลือกที่จะซื้อรถก่อนเพื่อที่จะให้ได้สิทธิ์ เพราะฉะนั้นอาจจะทำให้มีผลกระทบกับ demand สำหรับบ้านหรือ Condo ราคาถูกที่เน้นกลุ่มลูกค้าบ้านหลังแรกได้ในอนาคตอันใกล้
คนใช้ทางด่วนกันมากขึ้น นอกจากฐานลูกค้า (จำนวนรถบนท้องถนน) จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว รถที่เพิ่มขึ้นก็น่าจะทำให้รถติดมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นสัดส่วนของคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อใช้ทางด่วนก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วย
จำนวนคนฟังวิทยุน่าจะเพิ่มขึ้น สิ่งแรกที่ทุกคนทำเมื่อขึ้นรถมีสองอย่างก็คือเปิดแอร์กับเปิดวิทยุ ช่วงเวลา rush hour ตอนเช้ากับตอนเย็นจึงถือว่าเป็นช่วง prime time เลยทีเดียว ยิ่งตอนนี้รถน่าจะติดมากขึ้นทำให้นอกจากคนจะฟังวิทยุกันมากขึ้นแล้วยังต้องฟังนานขึ้นอีกด้วย แหม่ได้สองต่อจริงๆ
ที่ผมคิดได้คร่าวๆตอนนี้มีแค่นี้ครับ คนอื่นคิดยังไงกันบ้างเอามาแชร์กันได้เลยนะครับ
Saturday, October 13, 2012
ซื้อหุ้นนักร้องต้องติดตามผลงาน
ทุกคนอาจสงสัยว่า "หุ้นนักร้อง" นั้นคืออะไร เป็นบริษัทเพลงเหรอ? จริงๆแล้วมันเป็นแค่ชื่อที่ผมใช้เรียกเล่นๆสำหรับบริษัทที่ผมรู้สึกว่าวงจรของธุรกิจนั้นคล้ายกับวงจรชีวิตของนักร้องหรือวงดนตรีมาก โดยรายได้ของบริษัทที่ว่าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ product ที่ต้องออกมาใหม่เรื่อยๆอย่างมาก
ถ้าเราลองดูอาชีพของนักร้องจะเห็นได้ว่าความดังและยอดขายนั้นขึ้นอยู่กับเพลงที่ออกมา โดยที่นักร้องต้องคอยออกเพลงใหม่ๆมาตลอด โดยเพลงที่ออกมาน่าจะแบ่งออกได้เป็นสามแบบ
1. อย่างแรกคือเพลงที่ hit สุดๆ ทำให้นักร้องดังระเบิด ขายดีแบบรายได้พุ่งกระฉูด เปิดวิทยุช่องไหนก็ได้ยินแต่เพลงนี้
2. แบบที่สองเป็น filler เพลงที่เพราะใช้ได้หรืออาจจะไม่แปลกใหม่จากเพลงก่อนๆเท่าไหร่ แต่ที่ขายดีใช้ได้ก็เพราะอาศัยความดังจากเพลงแรก เพลงแบบนี้พอทำให้นักร้องอยู่ในกระแสต่อไปได้จนกว่าจะทำเพลง hit อันต่อไปได้ แต่ถ้ายิ่งออกแต่ filler ติดต่อกันมากเท่าไหร่ความดังและยอดขายก็จะลดลงเรื่อยๆจนหายดังไปในที่สุด
3. แบบสุดท้ายพูดง่ายๆก็คือเพลงแป้กไม่มีใครชอบเลย แน่นอนอันนี้ย่อมมีผลกระทบกับยอดขายและความดังอย่างมาก ถ้าออกมาตอนยังดังมากอยู่ก็อาจจะพอแก้ใขได้โดยการรีบออกเพลงที่ดีกว่านี้ตามมา แต่ถ้าออกเพลงแป้กมาสองอันติดกันก็อาจจะเปลี่ยนจากดังสุดๆเป็นไม่มีใครรู้จักเลยได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
ผมคิดว่าถ้าจะลองยกตัวอย่าง Apple ถือได้ว่าเป็นบริษัทหนึ่งที่อยู่ในประเภทนี้ ยอดขายและรายได้หลักของ Apple นั้นขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ Product ที่ต้องออก Product ที่ดีออกมาเรื่อยๆ เพราะสินค้าแต่ละอย่างของ Apple นั้นแทบจะทั้งหมดเป็นแบบซื้อครั้งเดียวแล้วจบกัน ครั้งต่อไปที่คนจะซื้อนั้นก็คงเป็นตอนที่เขาต้องการจะ upgrade ซึ่งตอนนั้นเขาก็สามารถเลือกใหม่ได้ว่าของๆบริษัทไหนดีที่สุด แน่นอนการที่ Apple เคยออก Product ดีมากๆในอดีตมาย่อมสร้างใบบุญให้คนมีโอกาสเลือกสินค้าของเขามากขึ้น แต่มันก็มี limit ของมันอยู่
ในความรู้สึกผมการกลับมายิ่งใหญ่ของ Apple ในรอบสิบปีหลังเขาได้ออกเพลง hit มาสองเพลง อันแรกก็คือ iPod และอันที่สองก็คือ iPhone ทั้งสองล้วนเป็น Product ที่ตอนออกมานั้นต้องนับว่าเป็น game changer จริงๆ เรียกได้ว่าถ้าคุณต้องการ mp3 player หรือ โทรศัพท์แบบนี้คุณก็ไม่มีตัวเลือกอื่นเลย แน่นอนมันจึงทำให้ยอดขายและรายได้ของ Apple เพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็วตอนที่สินค้าสองตัวนี้ออกมา
แน่นอนหลังจากสินค้าสองตัวนี้ออกมา Apple ก็ได้ออก version ใหม่มาเรื่อยๆโดยค่อยๆ upgrade ความสามารถและ design ทีละน้อย สำหรับผมแล้ว version ใหม่ๆเหล่านี้เปรียบเป็นแค่เพียงเพลง filler เท่านั้น ที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่หรือดีขึ้นมากแต่ก็ขายได้เพราะ Concept ของมันวางมาดีตั้งแต่ตอนมันออกมาครั้งแรกแล้ว แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่คู่แข่งต่างๆก็ยิ่งทำ Product ที่ดีใกล้เคียงกับของ Apple ได้มากขึ้น และไม่ช้าก็เร็วถ้า Apple ยังไม่มี Game Changer อันใหม่ของตัวเองออกมาคนอื่นก็ต้องมี Game Changer ของเขา ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นยอดขายที่เราเห็นว่าเยอะอยู่ตอนนี้อาจหายไปได้เกือบทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว
จริงๆผมรู้สึกว่าการลงทุนในบริษัทที่ชีวิตแขวนอยู่บนความสำเร็จของ Product Line เดียวหรือสองสาม Line นั้นก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง ข้อดีก็คือเราอาจจะมองภาพว่ากิจการจะดีหรือไม่ดีได้ง่ายหน่อย เราแค่เทียบสินค้าหลักของบริษัทนั้นแล้วเทียบกับคู่แข่งในตลาดซึ่งมันเป็นอะไรที่ทุกคนน่าจะทำได้ไม่ยาก ถ้าเรารู้สึกว่า Product ของบริษัทนี้มันดีกว่าของคนอื่นๆมากๆ ราคาก็สมเหตุสมผล ทุกคนที่เรารู้จักซื้อมาใช้หรืออยากได้หมดเลย เราก็น่าจะรู้แล้วหล่ะว่าอนาคตบริษัทนี้น่าจะสดใส
ข้อเสียก็คือเราอาจจะต้องคอยติดตามและคอยลุ้นทุกๆครั้งที่บริษัทเราหรือคู่แข่งทำ Product อันใหม่ออกมาว่ามันจะดีหรือไม่ดี แต่ที่ผมมั่นใจอย่างหนึ่งเลยก็คือไม่มีใครทำเพลง hit ออกมาได้ตลอดหรอก ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมีเพลงที่ไม่ติดตลาด
เวลาพูดถึง Apple และผลกระทบจากการจากไปของ Steve Jobs คนส่วนใหญ่จะถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกจะบอกว่า Steve ไม่อยู่แล้ว Apple แย่แน่เพราะจะขาดคนที่มีวิสัยทัศน์ในการทำ Product ใหม่ออกมา อีกฝ่ายคิดว่าไม่น่าจะมีผลมากเพราะยังมีคนที่มีวิสัยทัศน์เหลืออยู่ใน Apple อีกเยอะ แต่ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่าการจากไปของ Steve Jobs ไม่มีผลมากเท่าไหร่เพราะต่อให้เขาอยู่ก็ไม่มีทางที่ Apple จะสามารถทำ Product ที่เป็น Game Changer ออกมาได้เรื่อยๆหรอก ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องมี Product ใหม่หรือรุ่นใหม่ที่ไม่โดนใจผู้บริโภคหรือไม่ก็ต้องมีบริษัทอื่นที่ทำ Product Line ใหม่อะไรซักอย่างออกมาที่ทำให้สินค้าหลักของ Apple ดูด้อยไป และแน่นอนเมื่อนั้นรายได้ของ Apple ต้องได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักยิ่งถ้า Apple ยังพึ่งพา Product แค่หนึ่งหรือสองตัวอยู่ เมื่อถึงตอนนั้นนักลงทุนคงต้องตัดสินใจว่าจะถอนหุ้นออกมาก่อน หรือถือต่อไปเพราะเชื่อว่าบริษัทจะสามารถแก้เกมส์ได้ แต่ถ้าดูจากอดีตแล้วจะพบว่าหลายๆบริษัทที่เจออย่างนี้ไม่สามารถกลับมาได้หรือกว่าจะกลับมาได้ก็ใช้เวลาค่อนข้างนานมากๆเลยทีเดียวอย่างที่ Apple เองก็เคยเจอมาแล้ว
Friday, September 21, 2012
เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่เราลงทุนเป็นเจ้าของหุ้นในหลายบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกัน ควรระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความหัดแย้งทางผลประโยชน์
ปรกติเวลาที่เราลงทุนในหุ้นของบริษัทหนึ่ง เราก็ย่อมเชื่อว่าบรรดาเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนั้นก็ต้องอยากให้กิจการดีและสร้างกำไรได้มากอย่างมั่นคงเพราะก็น่าจะดีกับทั้งเขาและเรา แต่ปัจจุบันความเป็นเจ้าของในหลายๆบริษัทค่อนข้างซับซ้อน บางกิจการได้มีการซอยย่อยออกมาเป็นหลายๆบริษัท บางบริษัทก็มีการตั้งบริษัทลูกออกมามากมาย บางอันอยู่ในตลาดบางอันก็ไม่ได้อยู่ และการถือหุ้นในแต่ละบริษัทบางทีก็สลับกันไปมา แล้วยิ่งหลายๆกิจการมีการทำธุรกิจร่วมกันหรือเกี่ยวข้องกันด้วยบางครั้งผลดำเนินการของบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นเจ้าของอาจไม่สำคัญเท่ากับผลกำไรโดยรวมของเขา
ผมขอยกตัวอย่างมาบริษัทนึงที่ผมมีหุ้นอยู่(ตอนเขียนบทความนี้)แล้วกันนะครับ ซึ่งมีชื่อว่า CSC หรือ ฝาจีบ จำกัด ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเขาทำฝาจีบที่ใช้กับขวดน้ำอัดลมขวดเบียร์ แล้วก็เริ่มทำฝาอย่างอื่นที่ใช้กับขวดน้ำดื่มต่างๆด้วย เหตุผลคร่าวๆที่ผมลงทุนในบริษัทนี้ก็เพราะว่าจริงๆแล้วเมื่อปีที่แล้วผมสนใจธุรกิจที่เกี่ยวกับน้ำดื่มต่างๆเพราะผมเองก็ชอบดื่มอยู่บ่อยๆ หลังจากที่ดูธุรกิจขายน้ำต่างๆแล้ว ก็เลยเริ่มดูธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งแน่นอนถ้าน้ำต่างๆขายดีฝาขวดน้ำก็น่าจะขายดีด้วย ก็เลยรู้สึกว่าตัวนี้น่าสนใจ
ถ้าลองเปิดดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่จะพบว่ามี
บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด 7.57%
บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด 7.25%
บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) 2.03%
บริษัท กรีนสปอต จำกัด 1.92%
พอเห็นว่ามีบริษัทขายน้ำถึงสี่ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ ความคิดแรกของผมเลยก็คืออันนี้น่าจะเป็นข้อดีเพราว่ายังไงสี่บริษัทนี้ก็น่าจะมาซื้อฝาจากบริษัทฝาจีบ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ผมตัดสินใจลงทุน
แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นข้อเสียได้เหมือนกัน เพราะถ้าจะพูดกันจริงๆแล้วถ้าผมเป็นสี่บริษัทนี้ก็คงอยากให้ฝาจีบขายฝาให้ในราคาที่ถูกที่สุดจะเท่าทุนหรือขาดทุนยังได้เลยด้วยซ้ำ
กรณีที่ 1
สมมุติต้นทุนทำฝาหนึ่งฝาเท่ากับ 1 บาท ขายให้กับ ไทยน้ำทิพย์ ที่ราคา 2 บาท ฝาจีบได้กำไร 1 บาท
ไทยน้ำทิพย์มีต้นทุนน้ำหนึ่งขวด 4 บาท บวกกับค่าฝาอีก 2 บาท ขายน้ำราคา 10 บาท ไทยน้ำทิพย์ได้กำไร 4 บาท
แต่เนื่องจากไทยน้ำทิพย์มีหุ้นฝาจีบอยู่ 7.25% จึงได้ส่วนแบ่งกำไรมาด้วย 0.0725 บาท รวมเป็น 4.0725 บาท
กรณีที่ 2
สมมุติต้นทุนทำฝาหนึ่งฝาเท่ากับ 1 บาท เหมือนเดิม แต่ขายให้กับไทยน้ำทิพย์ ที่ราคาเท่าทุนที่ 1 บาท
ไทยน้ำทิพย์มีต้นทุนน้ำหนึ่งขวด 4 บาท บวกกับค่าฝาที่เหลือ 1 บาท ขายน้ำราคา 10 บาท ไทยน้ำทิพย์ได้กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 5 บาท
จะเห็นได้ว่าในกรณีที่ 2 ฝาจีบได้กำไรน้อยลงแต่ไทยน้ำทิพย์ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้กำไรมากขึ้น สึ่งกรณีนี้จะเหมือนกันสำหรับทั้ง 4 บริษัท ถ้ามองในแง่ร้ายสุดๆสี่บริษัทนี้อาจใช้บริษัทฝาจีบเป็นแค่โรงงานผลิตฝาราคาถูก แทนที่แต่ละบริษัทต้องลงทุนสร้างโรงงานเองก็แค่เข้ามาลงทุนในบริษัทคนละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆว่าผลประโยชน์ของผู้ลงทุนในหุ้นฝาจีบกับของสี่ผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นสวนทางกัน ถึงแม้โดยรวมสี่บริษัทนี้จะมีหุ้นรวมกันแค่ 18.77% และผู้ถือหุ้นคนอื่นคงไม่ยอมให้ฝาจีบขายสินค้าให้โดยไม่ได้กำไร แต่ผมซึ่งเป็นนักลงทุนก็ไม่สบายใจนักกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์แบบนี้ และถึงอย่างน้อยผมว่าสี่บริษัทนี้ก็คงต้องได้ซื้อฝาในราคาที่ถูกเพราะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ย่อมรู้ข้อมูลต้นทุนอะไรทุกอย่าง
อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งว่าทำไมการดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่เราจะลงทุนและดูว่าเขามีหุ้นในกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของเราถึงสำคัญ แต่ต้องขอบอกว่าในหลายๆกรณีอาจซับซ้อนและดูความเกี่ยวข้องต่างๆยากกว่านี้มาก
Friday, August 3, 2012
หุ้น malee แพงไปรึเปล่า ยังซื้อได้ไหม
ผมเชื่อว่าหลายๆคนต้องรู้จัก เคยได้ยินชื่อ หรือเคย day trade หุ้น malee กันมาบ้างแล้ว ยิ่งตอนที่หุ้นได้กลับเข้าตลาดใหม่ๆเมื่อปีที่แล้ว เพราะราคานั้นผันผวนชนิดที่ว่าล่อตาล่อใจแบบสุดๆ แต่สำหรับคนที่คิดจะซื้อถือยาวเพื่อลงทุนนั้น ถึงแม้ตอนนั้น p/e จะอยู่ที่แค่ 1-3 เท่า ที่ราคา 10 บาทกว่าๆก็คงมีหลายเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนไม่กล้าซื้อ
1. ที่กลับมากำไรได้เป็นเพียงแค่ระยะสั้นรึเปล่าเดี๋ยวอาจจะกลับไปขาดทุนอีก
2. หนี้ตั้งพันกว่าล้านบาทเมื่อไหร่จะใช้หมด
3. ราคาและ volume ที่ผันผวดขนาดนี้เหมือนมีคนเข้ามาปั่นเลย ซึ่ง VI ส่วนใหญ่จะไม่ชอบจุดนี้เป็นอย่างมาก
ผมเองก็ได้รู้จักกับ malee ตอนที่พึ่งกลับเข้าตลาดได้สองวันเท่านั้นเอง ที่รู้จักไม่ใช่เพราะได้ข่าวว่าเขาพึ่งกลับเข้าตลาดนะครับ แต่เป็นเพราะว่าตอนนั้นกำลังอยากเป็นเจ้าของบริษัทที่ผลิตอาหารเครื่องดื่มที่คนบริโภคกันอยู่ทุกวัน เป็นที่รู้จักและมี brand ที่แข็งแรง และผมก็ได้เห็นได้สัมผัสสินค้าอยู่ทุกวัน สินค้าแรกๆที่คิดถึงเลยก็มี Coke Pepsi มาม่า
แต่ด้วยหลายๆเหตุผลไม่มีตัวไหนที่ "โดน" จนชนิดที่ว่าผมพร้อมที่จะหยุด อาจจะซื้อไว้บ้างแต่ก็ไม่ได้มาก หลังจากดูสามตัวนี้ผมก็เลยเริ่มขยายวงค้นหาเพิ่มขึ้น ผมจำได้ว่าหลายๆครั้งที่ผมจะดื่มน้ำผลไม้ผมมักจะซื้อของ malee เสมอเพราะผมว่า packaging เข้าใจง่ายเตะตาและให้อารมณ์น้ำผลไม้ดี ถ้าเป็นน้ำส้มกล่องก็จะมีรูปส้มอยู่เต็มกล่อง ถ้าเป็นน้ำองุ่นก็จะมีรูปองุ่นอยู่เต็มกล่อง แต่ถ้าเป็นยี้ห้ออื่นกล่องเขาจะเป็นพื้นขาวแล้วก็มีรูปผลไม้ไม่ใหญ่มากมันไม่น่าหยิบเท่าไหร่
จุดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเริ่มสนใจหุ้น malee และผมก็แปลกใจมากเมื่อทราบว่ามาลีพึ่งได้กลับเข้าตลาดมาได้ไม่นานเพราะธุรกิจมีปัญหา ทั้งๆที่ผมก็รู้จักกับ brand นี้มานานและก็รู้สึกว่าถ้าพูดถึงน้ำผลไม้ชื่อนี้น่าจะเป็นชื่อแรกๆที่คนส่วนใหญ่นึกถึง
พูดมาตั้งนานยังไม่ได้เข้าเรื่องสะทีว่าราคาตอนนี้ซื้อได้ไหม :p ผมว่าสิ่งแรกที่เราควรจะทำเลยถ้าตอนนี้ยังไม่มีหุ้น malee แล้วสนใจจะซื้อคือต้องลืมราคาในอดีตก่อนเพราะการที่เรามองว่าราคาเขาขึ้นมาจาก 10 เป็น 90 ตอนนี้จะทำให้เราตัดสินใจด้วยอารมณ์ไม่ใช่เหตุผล บางคนอาจจะเสียดายที่มองหุ้นมานานแต่ไม่ได้ซื้อสักทีตอนนี้เลยอาจจะอยากรีบซื้อเยอะๆเพราะเสียดายกำไรที่ผ่านมา บางคนอาจจะมองว่าขึ้นมาเยอะขนาดนี้ราคาต้องแพงมากแน่เลยไม่กล้าซื้อ
ถ้าดูที่ราคาหุ้น 91.25 บาทตอนนี้ราคาบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท ถ้าประเมินกำไรแบบต่ำๆปีนี้ที่ 400 ล้านบาท P/E ก็จะอยู่ที่ 15 ซึ่งก็ยังถือว่าไม่แพงแต่ก็ไม่ถูก(แต่ก็ไม่เลวเลยถ้าเทียบกับตลาดตอนนี้) แต่ถ้ากำไรซัก 500 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า P/E จะอยู่ที่ 12 ซึ่งถือว่าดีเลยทีเดียวในสภาพตลาดตอนนี้ หรือถ้าจะกำไรมากกว่านั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ P/E ก็จะยิ่งต่ำลงไปอีก
ส่วนเรื่องหนี้สินที่เคยดูเหมือนว่าจะเยอะมากด้วยกิจการที่พื้นตัวขึ้นมาทำให้หนี้ตรงนี้ดูเหมือนบริษัทจะจัดการได้ไม่ยากเกินไป บวกกับราคาหุ้นเมื่อก่อนที่ต่ำกว่านี้มากเลยอาจจะดูหลอกตาไปบ้างว่าบริษัทนี้มีหนี้มากกว่า market cap หลายเท่า
สำหรับคนที่เป็นห่วงว่าจะไม่ได้ปันผลไปอีกนานเพราะต้องเอาเงินไปใช้หนี้หมด ถ้าดูจากกิจการตอนนี้ที่มั่นคงขึ้นผมว่าเจ้าหนี้คงยังไม่อยากได้เงินก้อนใหญ่ๆคืนแต่คงจะอยากให้ malee ค่อยๆผ่อนคืนและได้กินดอกเบี้ยมากกว่าเพราะตอนนี้ถ้าเอาเงินก้อนไปก็คงไม่ง่ายที่จะเอาไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ได้ดอกเท่านี้
ถ้าดูตอนนี้สิ่งที่น่ากลังสำหรับผมก็คงจะเป็น
1. ภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมา หรือสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับธุรกิจของมาลี margin of safty ของราคาตรงนี้ถือว่ามีไม่มาก
2. รายได้ของมาลีบางส่วนในตอนนี้มาจากการรับผลิตให้ brand อื่น ซึ่งถ้าในอนาคตเขาเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นหรือผลิตเองก็อาจจะมีผลกระทบกับรายได้
โดยรวมแล้วถ้าจะให้ผมซื้อหุ้น malee ตอนนี้ผมคงจะซื้อแค่ 35-40% ของงบที่ตั้งไว้ ใจจริงก็อยากจะซื้อมากกว่านี้แต่ใจไม่ถึง :p
1. ที่กลับมากำไรได้เป็นเพียงแค่ระยะสั้นรึเปล่าเดี๋ยวอาจจะกลับไปขาดทุนอีก
2. หนี้ตั้งพันกว่าล้านบาทเมื่อไหร่จะใช้หมด
3. ราคาและ volume ที่ผันผวดขนาดนี้เหมือนมีคนเข้ามาปั่นเลย ซึ่ง VI ส่วนใหญ่จะไม่ชอบจุดนี้เป็นอย่างมาก
ผมเองก็ได้รู้จักกับ malee ตอนที่พึ่งกลับเข้าตลาดได้สองวันเท่านั้นเอง ที่รู้จักไม่ใช่เพราะได้ข่าวว่าเขาพึ่งกลับเข้าตลาดนะครับ แต่เป็นเพราะว่าตอนนั้นกำลังอยากเป็นเจ้าของบริษัทที่ผลิตอาหารเครื่องดื่มที่คนบริโภคกันอยู่ทุกวัน เป็นที่รู้จักและมี brand ที่แข็งแรง และผมก็ได้เห็นได้สัมผัสสินค้าอยู่ทุกวัน สินค้าแรกๆที่คิดถึงเลยก็มี Coke Pepsi มาม่า
แต่ด้วยหลายๆเหตุผลไม่มีตัวไหนที่ "โดน" จนชนิดที่ว่าผมพร้อมที่จะหยุด อาจจะซื้อไว้บ้างแต่ก็ไม่ได้มาก หลังจากดูสามตัวนี้ผมก็เลยเริ่มขยายวงค้นหาเพิ่มขึ้น ผมจำได้ว่าหลายๆครั้งที่ผมจะดื่มน้ำผลไม้ผมมักจะซื้อของ malee เสมอเพราะผมว่า packaging เข้าใจง่ายเตะตาและให้อารมณ์น้ำผลไม้ดี ถ้าเป็นน้ำส้มกล่องก็จะมีรูปส้มอยู่เต็มกล่อง ถ้าเป็นน้ำองุ่นก็จะมีรูปองุ่นอยู่เต็มกล่อง แต่ถ้าเป็นยี้ห้ออื่นกล่องเขาจะเป็นพื้นขาวแล้วก็มีรูปผลไม้ไม่ใหญ่มากมันไม่น่าหยิบเท่าไหร่
จุดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเริ่มสนใจหุ้น malee และผมก็แปลกใจมากเมื่อทราบว่ามาลีพึ่งได้กลับเข้าตลาดมาได้ไม่นานเพราะธุรกิจมีปัญหา ทั้งๆที่ผมก็รู้จักกับ brand นี้มานานและก็รู้สึกว่าถ้าพูดถึงน้ำผลไม้ชื่อนี้น่าจะเป็นชื่อแรกๆที่คนส่วนใหญ่นึกถึง
พูดมาตั้งนานยังไม่ได้เข้าเรื่องสะทีว่าราคาตอนนี้ซื้อได้ไหม :p ผมว่าสิ่งแรกที่เราควรจะทำเลยถ้าตอนนี้ยังไม่มีหุ้น malee แล้วสนใจจะซื้อคือต้องลืมราคาในอดีตก่อนเพราะการที่เรามองว่าราคาเขาขึ้นมาจาก 10 เป็น 90 ตอนนี้จะทำให้เราตัดสินใจด้วยอารมณ์ไม่ใช่เหตุผล บางคนอาจจะเสียดายที่มองหุ้นมานานแต่ไม่ได้ซื้อสักทีตอนนี้เลยอาจจะอยากรีบซื้อเยอะๆเพราะเสียดายกำไรที่ผ่านมา บางคนอาจจะมองว่าขึ้นมาเยอะขนาดนี้ราคาต้องแพงมากแน่เลยไม่กล้าซื้อ
ถ้าดูที่ราคาหุ้น 91.25 บาทตอนนี้ราคาบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท ถ้าประเมินกำไรแบบต่ำๆปีนี้ที่ 400 ล้านบาท P/E ก็จะอยู่ที่ 15 ซึ่งก็ยังถือว่าไม่แพงแต่ก็ไม่ถูก(แต่ก็ไม่เลวเลยถ้าเทียบกับตลาดตอนนี้) แต่ถ้ากำไรซัก 500 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า P/E จะอยู่ที่ 12 ซึ่งถือว่าดีเลยทีเดียวในสภาพตลาดตอนนี้ หรือถ้าจะกำไรมากกว่านั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ P/E ก็จะยิ่งต่ำลงไปอีก
ส่วนเรื่องหนี้สินที่เคยดูเหมือนว่าจะเยอะมากด้วยกิจการที่พื้นตัวขึ้นมาทำให้หนี้ตรงนี้ดูเหมือนบริษัทจะจัดการได้ไม่ยากเกินไป บวกกับราคาหุ้นเมื่อก่อนที่ต่ำกว่านี้มากเลยอาจจะดูหลอกตาไปบ้างว่าบริษัทนี้มีหนี้มากกว่า market cap หลายเท่า
สำหรับคนที่เป็นห่วงว่าจะไม่ได้ปันผลไปอีกนานเพราะต้องเอาเงินไปใช้หนี้หมด ถ้าดูจากกิจการตอนนี้ที่มั่นคงขึ้นผมว่าเจ้าหนี้คงยังไม่อยากได้เงินก้อนใหญ่ๆคืนแต่คงจะอยากให้ malee ค่อยๆผ่อนคืนและได้กินดอกเบี้ยมากกว่าเพราะตอนนี้ถ้าเอาเงินก้อนไปก็คงไม่ง่ายที่จะเอาไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ได้ดอกเท่านี้
ถ้าดูตอนนี้สิ่งที่น่ากลังสำหรับผมก็คงจะเป็น
1. ภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมา หรือสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับธุรกิจของมาลี margin of safty ของราคาตรงนี้ถือว่ามีไม่มาก
2. รายได้ของมาลีบางส่วนในตอนนี้มาจากการรับผลิตให้ brand อื่น ซึ่งถ้าในอนาคตเขาเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นหรือผลิตเองก็อาจจะมีผลกระทบกับรายได้
โดยรวมแล้วถ้าจะให้ผมซื้อหุ้น malee ตอนนี้ผมคงจะซื้อแค่ 35-40% ของงบที่ตั้งไว้ ใจจริงก็อยากจะซื้อมากกว่านี้แต่ใจไม่ถึง :p
Friday, July 20, 2012
Price To Book Ratio P/BV คืออะไร สำคัญยังไง
ถ้าคุณลงทุนในหุ้นคงจะเคยเห็นตัวเลขนี้ผ่านตามาบ้างเวลาดูข้อมูลของหุ้นตัวต่างๆ แต่อาจจะมีความรู้สึกว่า P/BV นั้นเป็นเหมือนลูกเมียน้อยเพราะคนส่วนใหญ่จะพูดถึงตัวเลขอีกตัวที่ชื่อคล้ายๆกันหรือ P/E นั่นเอง
แล้ว Price To Book Ratio คืออะไรล่ะ? มันก็คือราคาของบริษัทตอนนี้(คำนวนจากราคาหุ้น) เทียบกับมูลค่าทรัพย์สินของบริษัททั้งหมด (หลังจากหักหนี้แล้ว) หรือพูดง่ายๆก็คือถ้าปิดบริษัทลงตอนนี้แล้วขายของๆบริษัททั้งหมดจะได้เงินมาเท่าไหร่
สมมุติว่ามีบริษัทหนึ่งมีตึกและที่ดินมูลค่า 1,000 บาท มีเงินสดอยู่ 100 บาท และมีหนี้อยู่ 600 บาท
ถ้าปิดลงตอนนี้แล้วขายตึกก็จะได้เงิน 1,000 บาท บวกกับเงินสดที่มีอยู่ 100 บาท รวมเป็น 1,100 บาท
แต่ต้องไปจ่ายหนี้ 600 บาท ก็จะเหลือเงิน 500 บาท
เพราะฉะนั้น Book Value ของบริษัทนี้จะเท่ากับ (1000 + 100) - 600 = 500 บาท
ทีนี้สมมุติว่าบริษัทนี้มีหุ้นอยู่ทั้งหมด 100 หุ้น ราคาตอนนี้อยู่ที่หุ้นละ 10 บาท ถ้าเราจะซื้อทั้งบริษัทเราต้องใช้เงิน 100 *10 = 1000 บาท
เพราะฉะนั้น P/BV ก็เท่ากับ
ราคาของบริษัทตอนนี้ หารด้วย สินทรัพย์ของบริษัท = 1000/500 = 2
P/BV = 2
ถ้าดูจากสูตรนี้จะเห็นว่ายิ่ง P/BV ต่ำก็ยิ่งดี เพราะเหมือนกับว่าเราได้ซื้อของถูก สมมุติถ้า P/BV = 0.5 ก็เท่ากับเราจ่ายแค่ครึ่งราคาสำหรับสินทรัพย์ของบริษัทเลยนะเนี่ย สุดยอด 50% SALE!!!
แต่ในความเป็นจริงแล้ว BV หรือ Book Value นั้น เป็นเหมือนมูลค่าที่ไม่ได้เอาออกมาใช้จริงในการดำเนินธุรกิรปรกติ และคงเป็นเหตุผลที่ทำไมคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ P/E มากกว่า
ถ้าจะให้เห็นภาพลองนึกถึงห้างกลางเมืองที่ตั้งมานาน อย่างเวลาคุณเดินแถวสีลมหรือเจริญกรุงอาจจะเห็นบางห้างที่เปิดมานาน ที่ดินกลางเมืองที่ห้างตั้งอยู่นั้นตอนนี้อาจมีราคาหลายพันหรือหมื่นล้านบาท แต่ตัวห้างตอนนี้ดูโทรมและกิจการอาจจะไม่ค่อยดีนัก กำไรปีนึงอาจจะอยู่แค่หลักสิบล้านบาท
สมมุติว่าที่ดินมีมูลค่า 5,000 ล้านบาท และบริษัททำกำไรได้ปีละ 100 ล้านบาท ทุกปีโดยที่กำไรไม่มีแนวโน้มว่าจะโตขึ้น
ถ้าห้างนี้เป็นบริษัทหนึ่งที่มีหุ้นซื้อขายกันอยู่ก็ไม่แปลกถ้า P/BV จะต่ำกว่า 1 เพราะถ้า P/BV เท่ากับ 1 นั่นก็หมายความว่าราคาหุ้นทั้งหมดของห้างต้องเท่ากับ 5,000 ล้านบาท แต่นักลงทุนจะยอมจ่ายถึง 5,000 ล้านบาทเพื่อกำไรเพียงแค่ 100 ล้านบาทต่อปีหรือ? ต้องรอถึง 50 ปีเพื่อคืนทุน!!!
โดยส่วนใหญ่แล้วมูลค่าทางบัญชีหรือ Book Value นั้นไม่ว่าจะเป็นที่ดินที่บริษัทตั้งอยู่ หรือ ที่ดินเปล่าที่บริษัทมี หรือเงินสดที่เก็บสะสมไว้ ตราบใดที่บริษัทไม่ได้ขายออกไปแล้วเอาออกมาแบ่งให้กับผู้ถือหุ้นมันก็จะจมอยู่อย่างนั้น โดยที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเมื่อไหร่ อาจจะเป็น 5 10 20 50 ปีก็ได้ และอีกอย่างนึงที่ต้องไม่ลืมคือราคาประเมินสินทรัพย์ต่างๆอย่างที่ดิน หรือโดยเฉพาะเครื่องจักรเครื่องมือต่างๆนั้นเวลาที่จะเอาไปขายจริงๆราคาอาจจะไม่ได้อย่างที่ประเมินเอาไว้
แล้ว P/BV มีประโยชน์อะไร
ในบางครั้งนักลงทุนบางคนอาจไม่ได้หวังผลตอบแทนจากกำไรของธุรกิจในบริษัทที่เขากำลังจะไปลงทุน แต่เขาคาดว่า Book Value ของบริษัทนั้นกำลังจะได้ถูกนำออกมาใช้
เอาตัวอย่างห้างที่พูดกันมาแล้ว สมมุติว่าหุ้นทั้งหมดของห้างนั้นขายอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท เท่ากับว่า P/BV = 2500/5000 = 0.5
นักลงทุนอาจจะคิดว่าบริษัทกำลังจะปิดห้างแล้วขายที่ๆมีค่าถึง 5,000 ล้านบาทออกไป หรือที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าก็คือมีอีกบริษัทนึงเข้ามา takeover เพราะเขาก็เห็นอยู่ว่าถ้าซื้อมาเสร็จแล้วปิดห้างและขายที่เขาก็จะได้กำไร ซึ่งโดยปรกติบริษัทที่เข้ามา takeover ก็จะให้ราคาหุ้นสูงกว่าที่อยู่ในกระดานประมาณนึง อาจจะให้ 3,500 ล้านบาทซึ่งนักลงทุนก็จะได้กำไรถ้าเข้ามาซื้อหุ้นรอไว้ก่อน
P/BV สูงๆจะไม่ดีรึเปล่า?
ข้อดีอย่างนึงของการมี P/BV ต่ำๆก็คือความ "อุ่นใจ" คือถ้าธุรกิจดูจะไปไม่ค่อยรอดอย่างน้อยบริษัทก็ยังมีสินทรัพย์ที่มีค่าเหลืออยู่ พูดง่ายๆคือเราอาจจะไม่เจ๊งมาก (ซึ่งจริงๆแล้วถ้าธุรกิจขาดทุนอยู่ ไม่นานหนี้สินที่ก่อขึ้นก็อาจกลืนทรัพย์สินที่มีอยู่ได้)
แต่บริษัทที่มี P/BV สูงๆก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นบริษัทที่ราคาหุ้น "แพง" เพราะบางธุรกิจสามารถสร้างกำไรสูงจากสินทรัพย์น้อยๆได้
อย่างธุรกิจการทำ website หลายๆอันใช้สินทรัพย์น้อยมาก อย่างหลายๆ website เล็กๆใช้แค่ computer ไม่กี่เครื่องราคารวมกันไม่ถึง 100,000 บาท แต่ปีๆนึง website ของเขาทำกำไรได้เป็นหลัก 1,000,000 บาท
สมมุติว่าเขาเป็นบริษัทที่มีหุ้นทั้งหมดขายอยู่ที่ 500,000 บาท
P/BV = 500000/100000 = 5 จะถือว่าแพงไหม?
ลงทุนแค่ 500,000 บาท แต่ได้กำไรปีนึง 1,000,000 บาท ผมว่าไม่แพงนะ
ถ้าจะให้ผมลงทุนในห้างที่ P/BV = 1 แต่ต้องรอหลายสิบปีกว่าจะคืนทุน กับลงทุนใน website ที่ P/BV = 5 แต่ปีนึงได้เงินคืนสองเท่า ผมขอ P/BV = 5 ดีกว่า
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนดูจะให้ความสำคัญกับตัว P/E มากกว่า
แล้ว Price To Book Ratio คืออะไรล่ะ? มันก็คือราคาของบริษัทตอนนี้(คำนวนจากราคาหุ้น) เทียบกับมูลค่าทรัพย์สินของบริษัททั้งหมด (หลังจากหักหนี้แล้ว) หรือพูดง่ายๆก็คือถ้าปิดบริษัทลงตอนนี้แล้วขายของๆบริษัททั้งหมดจะได้เงินมาเท่าไหร่
สมมุติว่ามีบริษัทหนึ่งมีตึกและที่ดินมูลค่า 1,000 บาท มีเงินสดอยู่ 100 บาท และมีหนี้อยู่ 600 บาท
ถ้าปิดลงตอนนี้แล้วขายตึกก็จะได้เงิน 1,000 บาท บวกกับเงินสดที่มีอยู่ 100 บาท รวมเป็น 1,100 บาท
แต่ต้องไปจ่ายหนี้ 600 บาท ก็จะเหลือเงิน 500 บาท
เพราะฉะนั้น Book Value ของบริษัทนี้จะเท่ากับ (1000 + 100) - 600 = 500 บาท
ทีนี้สมมุติว่าบริษัทนี้มีหุ้นอยู่ทั้งหมด 100 หุ้น ราคาตอนนี้อยู่ที่หุ้นละ 10 บาท ถ้าเราจะซื้อทั้งบริษัทเราต้องใช้เงิน 100 *10 = 1000 บาท
เพราะฉะนั้น P/BV ก็เท่ากับ
ราคาของบริษัทตอนนี้ หารด้วย สินทรัพย์ของบริษัท = 1000/500 = 2
P/BV = 2
ถ้าดูจากสูตรนี้จะเห็นว่ายิ่ง P/BV ต่ำก็ยิ่งดี เพราะเหมือนกับว่าเราได้ซื้อของถูก สมมุติถ้า P/BV = 0.5 ก็เท่ากับเราจ่ายแค่ครึ่งราคาสำหรับสินทรัพย์ของบริษัทเลยนะเนี่ย สุดยอด 50% SALE!!!
แต่ในความเป็นจริงแล้ว BV หรือ Book Value นั้น เป็นเหมือนมูลค่าที่ไม่ได้เอาออกมาใช้จริงในการดำเนินธุรกิรปรกติ และคงเป็นเหตุผลที่ทำไมคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ P/E มากกว่า
ถ้าจะให้เห็นภาพลองนึกถึงห้างกลางเมืองที่ตั้งมานาน อย่างเวลาคุณเดินแถวสีลมหรือเจริญกรุงอาจจะเห็นบางห้างที่เปิดมานาน ที่ดินกลางเมืองที่ห้างตั้งอยู่นั้นตอนนี้อาจมีราคาหลายพันหรือหมื่นล้านบาท แต่ตัวห้างตอนนี้ดูโทรมและกิจการอาจจะไม่ค่อยดีนัก กำไรปีนึงอาจจะอยู่แค่หลักสิบล้านบาท
สมมุติว่าที่ดินมีมูลค่า 5,000 ล้านบาท และบริษัททำกำไรได้ปีละ 100 ล้านบาท ทุกปีโดยที่กำไรไม่มีแนวโน้มว่าจะโตขึ้น
ถ้าห้างนี้เป็นบริษัทหนึ่งที่มีหุ้นซื้อขายกันอยู่ก็ไม่แปลกถ้า P/BV จะต่ำกว่า 1 เพราะถ้า P/BV เท่ากับ 1 นั่นก็หมายความว่าราคาหุ้นทั้งหมดของห้างต้องเท่ากับ 5,000 ล้านบาท แต่นักลงทุนจะยอมจ่ายถึง 5,000 ล้านบาทเพื่อกำไรเพียงแค่ 100 ล้านบาทต่อปีหรือ? ต้องรอถึง 50 ปีเพื่อคืนทุน!!!
โดยส่วนใหญ่แล้วมูลค่าทางบัญชีหรือ Book Value นั้นไม่ว่าจะเป็นที่ดินที่บริษัทตั้งอยู่ หรือ ที่ดินเปล่าที่บริษัทมี หรือเงินสดที่เก็บสะสมไว้ ตราบใดที่บริษัทไม่ได้ขายออกไปแล้วเอาออกมาแบ่งให้กับผู้ถือหุ้นมันก็จะจมอยู่อย่างนั้น โดยที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเมื่อไหร่ อาจจะเป็น 5 10 20 50 ปีก็ได้ และอีกอย่างนึงที่ต้องไม่ลืมคือราคาประเมินสินทรัพย์ต่างๆอย่างที่ดิน หรือโดยเฉพาะเครื่องจักรเครื่องมือต่างๆนั้นเวลาที่จะเอาไปขายจริงๆราคาอาจจะไม่ได้อย่างที่ประเมินเอาไว้
แล้ว P/BV มีประโยชน์อะไร
ในบางครั้งนักลงทุนบางคนอาจไม่ได้หวังผลตอบแทนจากกำไรของธุรกิจในบริษัทที่เขากำลังจะไปลงทุน แต่เขาคาดว่า Book Value ของบริษัทนั้นกำลังจะได้ถูกนำออกมาใช้
เอาตัวอย่างห้างที่พูดกันมาแล้ว สมมุติว่าหุ้นทั้งหมดของห้างนั้นขายอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท เท่ากับว่า P/BV = 2500/5000 = 0.5
นักลงทุนอาจจะคิดว่าบริษัทกำลังจะปิดห้างแล้วขายที่ๆมีค่าถึง 5,000 ล้านบาทออกไป หรือที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าก็คือมีอีกบริษัทนึงเข้ามา takeover เพราะเขาก็เห็นอยู่ว่าถ้าซื้อมาเสร็จแล้วปิดห้างและขายที่เขาก็จะได้กำไร ซึ่งโดยปรกติบริษัทที่เข้ามา takeover ก็จะให้ราคาหุ้นสูงกว่าที่อยู่ในกระดานประมาณนึง อาจจะให้ 3,500 ล้านบาทซึ่งนักลงทุนก็จะได้กำไรถ้าเข้ามาซื้อหุ้นรอไว้ก่อน
P/BV สูงๆจะไม่ดีรึเปล่า?
ข้อดีอย่างนึงของการมี P/BV ต่ำๆก็คือความ "อุ่นใจ" คือถ้าธุรกิจดูจะไปไม่ค่อยรอดอย่างน้อยบริษัทก็ยังมีสินทรัพย์ที่มีค่าเหลืออยู่ พูดง่ายๆคือเราอาจจะไม่เจ๊งมาก (ซึ่งจริงๆแล้วถ้าธุรกิจขาดทุนอยู่ ไม่นานหนี้สินที่ก่อขึ้นก็อาจกลืนทรัพย์สินที่มีอยู่ได้)
แต่บริษัทที่มี P/BV สูงๆก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นบริษัทที่ราคาหุ้น "แพง" เพราะบางธุรกิจสามารถสร้างกำไรสูงจากสินทรัพย์น้อยๆได้
อย่างธุรกิจการทำ website หลายๆอันใช้สินทรัพย์น้อยมาก อย่างหลายๆ website เล็กๆใช้แค่ computer ไม่กี่เครื่องราคารวมกันไม่ถึง 100,000 บาท แต่ปีๆนึง website ของเขาทำกำไรได้เป็นหลัก 1,000,000 บาท
สมมุติว่าเขาเป็นบริษัทที่มีหุ้นทั้งหมดขายอยู่ที่ 500,000 บาท
P/BV = 500000/100000 = 5 จะถือว่าแพงไหม?
ลงทุนแค่ 500,000 บาท แต่ได้กำไรปีนึง 1,000,000 บาท ผมว่าไม่แพงนะ
ถ้าจะให้ผมลงทุนในห้างที่ P/BV = 1 แต่ต้องรอหลายสิบปีกว่าจะคืนทุน กับลงทุนใน website ที่ P/BV = 5 แต่ปีนึงได้เงินคืนสองเท่า ผมขอ P/BV = 5 ดีกว่า
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนดูจะให้ความสำคัญกับตัว P/E มากกว่า
Friday, July 13, 2012
ซื้อหุ้นอะไรดีระหว่าง ADVANC กับ DTAC กับ TRUE
มีคนที่ผมรู้จักหลายคนสนใจที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารเพราะคิดว่า mobile นั้นคืออนาคต ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าการใช้ mobile technology ในการทำสิ่งต่างๆนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแล้วก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มต่อไปอีก แต่คำถามที่มักจะมีตามมาก็คือ "แล้วจะซื้อหุ้นตัวไหนหล่ะ"
สัญชาตญาณแรกของผมเลยก็คือซื้อหุ้น ADVANC น่าจะดีที่สุดเพราะตอนนี้เป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจ มีแบรนด์ที่เข็งแกร่งที่สุด มีเครื่อข่ายที่(ในความคิดของหลายๆคน)ดีที่สุด ซึ่งถ้าธุรกิจสื่อสารเติบโตได้ดีจริงๆเงินลงทุนของเราก็น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี แต่เมื่อมาคิดดูดีๆผมว่าเราก็ยังไม่ควรที่จะตัดอีกสองตัวที่เหลือออกไปซะทีเดียว
ที่เขาว่ายิ่งเสี่ยงมากยิ่งได้มากนั้นอาจใช้ได้ในครั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจสื่อสารตอนนี้ทำได้หลายทาง
ทางแรกเลยก็คือการที่ลูกค้าต้องการใช้ data มากขึ้นและเริ่มย้ายกันมาใช้ smart phone ซึ่งตอนนี้ก็มีสัดส่วนที่เปลี่ยนมาใช้เยอะพอสมควรแล้วอาจจะโตอีกได้แค่ประมาณหนึ่งและอันนี้ก็เป็นปัจจัยบวกที่ทั้งสามค่ายน่าจะได้รับพอๆกัน
ยิ่งคนใช้มือถือเพื่อเป็นการรับรู้ข่าวสารและข้อมูลต่างๆรวมถึงการใช้ application ในการทำสิ่งต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสามบริษัทจะสามารถใช้จุดนี้ยกตัวเองขึ้นไปให้เป็นมากกว่าเพียง "ผู้ให้บริการเครือข่าย" มาเป็นบริษัท consumer products หรือ media company ซึ่งตรงนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะทำออกมายังไงหรือว่าจะมีใครทำได้รึเปล่า แต่ทั้งสามบริษัทก็มีโอกาสเท่าๆกัน
แต่อันนึงเลยที่จะทำให้ทั้งสามบริษัทโตได้อย่างมากก็คือการเพิ่ม Market Share ซึ่งต้องบอกว่าทั้งสามบริษัทมีโอกาสไม่เท่ากัน เนื่องจาก ADVANCE เป็นเบอร์หนึ่งอยู่แล้วและมี Market Share ที่ค่อนข้างสูงการขยายจึงเป็นไปได้ค่อนข้างจำกัดต่างจาก DTAC และโดยเฉพาะ TRUE ที่ยังสามารถขยายได้อีกมากซึ่งถ้าวันดีคืนดีสองบริษัทนี้สามารถตีตลาดได้ละก็ธุรกิจของเขาก็มีโอกาสที่จะขยายได้อย่างมาก ยิ่งเดี๋ยวนี้การเปลี่ยนเครื่อข่ายทำได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมากและยังเก็บเบอร์เดิมไว้ได้ด้วย
โดยส่วนตัวแล้วถ้าจะให้ผมลงทุนผมคงจะซื้อทั้ง ADVANC และ DTAC ด้วยเงินที่เท่าๆกัน เพราะผมคิดว่าในความคิดของหลายๆคน ทั้งแบรนด์และเครือข่ายของ DTAC นั้นไม่ใด้เป็นรอง ADVANC อยู่มากเท่าไหร่ แต่สำหรับ TRUE นั้นถึงแม้ผลตอบแทนอาจจะได้มากถ้าทำสำเร็จแต่ตอนนี้ดูยังจะเสี่ยงเกินไป ถ้ารอให้เริ่มเห็นการ turnaround แล้วค่อยซื้อน่าจะดีกว่า เพราะตอนนี้ในความคิดของใครหลายๆคนเครือข่ายของ TRUE นั้นโดนบ่นจนทุกคนรู้สึกว่ามันแย่มากๆไปแล้ว ถึงแม้ตอนนี้มันอาจจะไม่ได้แย่เหมือนในอดีตก็ตาม
Wednesday, July 11, 2012
เงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่ป้องกันความทุกข์ได้
ทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า เงินซื้อความสุขไม่ได้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยประมาณหนึ่งแต้ถ้าจะบอกว่าเงินไม่สามารถนำมาซึ่งความสุขได้ ผมคงจะไม่เห็นด้วยซะทีเดียว
จริงๆแล้วผมว่าเงินก็ซื้อความสุขได้นะครับ แค่ซื้อได้ไม่เยอะและเป็นความสุขระยะสั้นเท่านั้นเอง อย่างรถแพงๆ บ้านหรูๆการกินของดีๆหรือไปเที่ยวตามที่ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกสุขแบบสุดๆและไม่นานเราก็อาจเบื่อ คล้ายๆกับการเสพสิ่งเสพติดที่เมื่อหมดฤทธิ์ยาเราก็เหลือแต่ความว่างเปล่าและต้องคอยเสพยาอยู่เรื่อยๆเพื่อให้ได้รู้สึกดีอีกครั้งหนึ่ง
แต่สิ่งที่เงินทำได้ดีอย่างหนึ่งเลยคือการป้องกันเราจากความทุกข์ ทุกวันนี้อย่าว่าแต่ความสุขเลยครับแค่พยามหลีกหนีความทุกข์ในชีวิตประจำวันก็เหนื่อยแล้ว ไหนจะต้องรถติด ใช้ชีวิตอย่างเล่งรีบ เครียดกับเรื่องงาน กังวลกับเรื่องค่าเช่าบ้านค่าน้ำค่าไฟค่าผ่อนรถค่าเรียนลูกค่าอาหารค่า...
ซึ่งความทุกข์เหล่านี้เงินสามารถช่วยให้เราหลุดพ้นจากมันได้ และที่ผมคิดว่าเงินสามารถนำมาซึ่งความสุขนั้นไม่ใช่เพราะมันจะสามารถซื้อความสุขได้ แต่มันสามารถจะมอบอิสระให้เราไปตามหาความสุขที่เราต้องการได้
แต่กว่าเรา(ถ้าโชคดี)จะมีเงินพอที่จะเป็นอิสระ เราอาจลืมในจุดนี้ไปแล้วก็ได้ แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือพยามหาเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยความเคยชินและความเชื่อที่ว่ายิ่งมีเงินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น
Monday, July 9, 2012
จะซื้อหรือขายหุ้น ต้นทุนไม่สำคัญ
ทุกๆครั้งที่ได้ดูรายการวิเคราะห์หุ้นที่เขามีให้คนโทรหรือ sms เข้ามาถามเกี่ยวกับหุ้นตัวต่างๆที่ตัวเองถืออยู่แล้วก็บอกต้นทุน หลังจากนั้นนักวิเคราห์ก็จะแนะนำว่าถ้าต้นทุนเท่านี้ให้ขายถ้าเท่านี้ให้ซื้อหรือถือ ผมก็จะรู้สึกแปลกใจทุกครั้ง เพราะจริงๆแล้วการที่เราจะซื้อขายหรือถือหุ้นที่เรามีอยู่ ราคาต้นทุนของเรานั้นไม่ควรจะมีส่วนกับการตัดสินใจเลย
ผมอาจจะเคยพูดมาหลายครั้ง แต่ผมก็จะขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าการลงทุนในหุ้นนั้นนอกจากเหตุผลแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั้นก็คืออารมณ์ซึ่งเราต้องพยามควบคุมมันให้ได้และอย่าให้มันมาควบคุมเรา
ถ้าเรารู้ 100% ว่าหุ้นจะขึ้นเราจะซื้อเพิ่มไหม? แน่นอนเราก็คงจะซื้อเพิ่ม
ถ้าเรารู้ 100% ว่าหุ้นจะตกเราจะขายไหม? แน่นอนเราก็คงจะขาย
จะเห็นได้ว่าในทั้งสองกรณีนั้นต้นทุนของเราไม่มีผลกับสิ่งที่เราควรจะทำเลย
แต่เราไม่รู้ 100% นิว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง?
อันนี้ผมเห็นด้วยครับว่าเราไม่มีทางรู้ได้ แต่ถึงต้นทุนจะสูงหรือต่ำเวลาหุ้นขึ้นหรือลงเราก็กำไรหรือขาดทุนเพิ่มขึ้นเท่าๆกันไม่ได้แตกต่างกันเลย หลายๆครั้งเวลาหุ้นลง เราจะเห็นนักวิเคราะห์แนะนำนักลงทุนที่มีต้นทุนต่ำๆว่าให้ถือได้ไม่เป็นไรธุรกิจยังดีอยู่ แต่ถ้าเป็นคนที่มีหุ้นตัวเดียวกันแต่ต้นทุนสูงก็จะบอกว่าให้ cut loss ไปก่อน ในระยะสั้นอาจจะลงต่อ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นการบรรเทาอารมณ์มากกว่าการซื้อขายด้วยเหตุผล ซึ่งผมก็เข้าใจเพราะการที่ port เราจะเขียวน้อยลง 100 บาท นั้นเราจะรู้สึกแย่น้อยกว่าการที่มันจะแดงขึ้น 100 บาทมากพอสมควร
แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์ควรจะถามจริงๆแล้วคือ เงินของนักลงทุนตอนนี้อยู่ในหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์และมีเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะสิ่งนี้ควรจะมีความสำคัญแก่การตัดสินใจว่าจะซื้อ ถือ หรือขายหุ้นที่มีอยู่ เพราะมันจะตัดสินได้ว่าเราจะทำอะไรได้มากแค่ไหนเมื่อเราคาดการณ์ผิด
เนื่องจากเราไม่มีทางรู้ได้ว่าบริษัทที่เรามีหุ้นอยู่จะกิจการดีขึ้นหรือแย่ลง 100% เราก็ควรจะแบ่งเงินสดเก็บไว้มากหรือน้อยตามความมั่นใจของเรา ถ้าเรามั่นใจในกิจการมากก็อาจจะซื้อเพิ่มได้แล้วเหลือเงินสดไว้น้อยหน่อย ถ้าเรามั่นใจไม่มากก็เหลือเงินสดไว้มากหน่อย
ผมอาจจะเคยพูดมาหลายครั้ง แต่ผมก็จะขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าการลงทุนในหุ้นนั้นนอกจากเหตุผลแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั้นก็คืออารมณ์ซึ่งเราต้องพยามควบคุมมันให้ได้และอย่าให้มันมาควบคุมเรา
ถ้าเรารู้ 100% ว่าหุ้นจะขึ้นเราจะซื้อเพิ่มไหม? แน่นอนเราก็คงจะซื้อเพิ่ม
ถ้าเรารู้ 100% ว่าหุ้นจะตกเราจะขายไหม? แน่นอนเราก็คงจะขาย
จะเห็นได้ว่าในทั้งสองกรณีนั้นต้นทุนของเราไม่มีผลกับสิ่งที่เราควรจะทำเลย
แต่เราไม่รู้ 100% นิว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง?
อันนี้ผมเห็นด้วยครับว่าเราไม่มีทางรู้ได้ แต่ถึงต้นทุนจะสูงหรือต่ำเวลาหุ้นขึ้นหรือลงเราก็กำไรหรือขาดทุนเพิ่มขึ้นเท่าๆกันไม่ได้แตกต่างกันเลย หลายๆครั้งเวลาหุ้นลง เราจะเห็นนักวิเคราะห์แนะนำนักลงทุนที่มีต้นทุนต่ำๆว่าให้ถือได้ไม่เป็นไรธุรกิจยังดีอยู่ แต่ถ้าเป็นคนที่มีหุ้นตัวเดียวกันแต่ต้นทุนสูงก็จะบอกว่าให้ cut loss ไปก่อน ในระยะสั้นอาจจะลงต่อ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเป็นการบรรเทาอารมณ์มากกว่าการซื้อขายด้วยเหตุผล ซึ่งผมก็เข้าใจเพราะการที่ port เราจะเขียวน้อยลง 100 บาท นั้นเราจะรู้สึกแย่น้อยกว่าการที่มันจะแดงขึ้น 100 บาทมากพอสมควร
แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์ควรจะถามจริงๆแล้วคือ เงินของนักลงทุนตอนนี้อยู่ในหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์และมีเงินสดกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะสิ่งนี้ควรจะมีความสำคัญแก่การตัดสินใจว่าจะซื้อ ถือ หรือขายหุ้นที่มีอยู่ เพราะมันจะตัดสินได้ว่าเราจะทำอะไรได้มากแค่ไหนเมื่อเราคาดการณ์ผิด
เนื่องจากเราไม่มีทางรู้ได้ว่าบริษัทที่เรามีหุ้นอยู่จะกิจการดีขึ้นหรือแย่ลง 100% เราก็ควรจะแบ่งเงินสดเก็บไว้มากหรือน้อยตามความมั่นใจของเรา ถ้าเรามั่นใจในกิจการมากก็อาจจะซื้อเพิ่มได้แล้วเหลือเงินสดไว้น้อยหน่อย ถ้าเรามั่นใจไม่มากก็เหลือเงินสดไว้มากหน่อย
Thursday, July 5, 2012
คนเราจะเล่นหุ้นได้ดีขึ้นถ้าตาบอดสี
สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการเล่นหุ้นก็คือการควบคุมอารมณ์ ถ้าเราปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลเมื่อไหร่แล้วล่ะก็พอร์ตเรามักจะย่อขนาดลงได้อย่างรวดเร็ว เพราะอารมณ์ของเรามักจะบอกให้เราทำในสิ่งที่ผิดอยู่เสมอ
และสิ่งๆหนึ่งที่มักทำให้เราเกิดอารมณ์ต่างๆนาๆได้ก็คือสีแดงๆเขียวๆที่อยู่บนกระดานหุ้นนั่นเอง สีแค่สองสีนี้อาจทำให้เราขาดทุนได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ
วันไหนที่กระดานสีแดงอะไรๆก็ดูน่ากลัวไปหมด ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้อาจจะเคยบอกตัวเองอยู่ตลอด ว่าถ้าวันไหนหุ้นตัวนี้ราคาตกมาเท่านี้นะจะขายบ้านขายรถมาซื้อ แต่พอตกลงมาจริงๆ...โอทำไมสีแดงมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน ยิ่งแดงทั้งกระดานนี่ยิ่งไม่ต้องพูดกันเลย
หรือถ้ามีหุ้นอยู่ในพอร์ตแล้วราคามันตกนิดหน่อยเป็นสีแดง ยิ่งพอมองตัวเลขติดลบสีแดงแล้วล่ะก็ โอยมันเครียดเหลือเกิน กินไม่เข้านอนไม่หลับเซ็ง ทั้งๆที่ตัวเลขที่ขาดทุนอยู่อาจจะไม่มาก ไปกินข้าวกับเพื่อนๆมื้อเดียวก็เกินแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมมันรับไม่ได้ นั่งจ้องกระดานทั้งวันใช้โทรจิตรให้มันกลับขึ้นไปเป็นสีเขียว (จริงๆสีเหลืองก็เอาแล้ว)
หรือหุ้นบางตัวราคาขึ้นเกินพื้นฐานไปมาก แต่โอยสีเขียวๆมันล่อตาล่อใจเหลือเกิน มันต้องเป็นหุ้นที่ดีแน่ๆเลยไม่งั้นคงไม่ขึ้นไปขนาดนี้หลอก ยิ่งมองก็ยิ่งอยากมีส่วนร่วม ซื้อซะหน่อยดีกว่า
ถ้าคุณพบว่าคุณมีอาการเหล่านี้ ลองทำตัวเองให้ "ตาบอดสี" สักวันสองวันดูนะครับแล้วอาจจะมองอะไรๆได้ชัดขึ้นก็ได้
Wednesday, July 4, 2012
ซื้อหุ้น CPF ติดไข้หวัดนกตามไก่ไปเรียบร้อย
จากที่เมื่อวานนี้ซื้อไว้
http://www.stupidstocktrader.com/2012/07/cpf-mexico.html
ตอนนี้ติดไข้หวัดนกตามไก่ไปเรียบร้อย 555 ราคาลงมาอยู่ที่ 34 บาทกว่าๆ
เดี๋ยวถ้าราคาลงจากที่ซื้อไว้ซัก 10% อาจจะซื้อเพิ่ม แต่ตอนนี้ขอไปรักษาไข้ก่อน
http://www.stupidstocktrader.com/2012/07/cpf-mexico.html
ตอนนี้ติดไข้หวัดนกตามไก่ไปเรียบร้อย 555 ราคาลงมาอยู่ที่ 34 บาทกว่าๆ
เดี๋ยวถ้าราคาลงจากที่ซื้อไว้ซัก 10% อาจจะซื้อเพิ่ม แต่ตอนนี้ขอไปรักษาไข้ก่อน
Tuesday, July 3, 2012
หุ้น CPF ลงเยอะเพราะข่าวไข้หวัดนกที่จีนและ Mexico เลยซื้อมาเล็กน้อย
เมื่อวานได้ฟังข่าวตอนเย็นว่าเหมือนจะมีไข้หวัดนกระบาดที่จีนกับ Mexico ก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอตื่นมาเมื่อเช้า โอ้โห CPF ตกไปเยอะอยู่ เลยซื้อมาประดับฟอร์ดไว้เล็กน้อยที่ราคา 36.75
จะตายตามไก่รึเปล่าเดี๋ยวคงได้เห็นกัน :)
จะตายตามไก่รึเปล่าเดี๋ยวคงได้เห็นกัน :)
Friday, June 1, 2012
หุ้นน่าซื้อไหมเมื่อ SET ลงมาแถว 1,100 จุด
ช่วงนี้หลายๆคนอาจจะอยู่ในอาการตึงเครียด ด้วยตลาดหุ้นที่ตกลงมาเรื่อยๆกับข่าวร้ายต่างๆที่มีเข้ามาทุกวัน จนตอนนี้อาจจะทำอะไรไม่ถูก ใจนึงไม่กล้าซื้อเพราะเห็น port ตัวเองลดลงมาเยอะถ้าซื้อแล้วลงต่อไปจะทำยังไง อีกใจนึงก็บอกตัวเองว่าจำรอบที่แล้วไม่ได้เหรอ มัวแต่กลัวจนตกรถแล้วบอกตัวเองว่าุถ้าหุ้นตกคราวหน้าจะซื้อซะให้หนำใจ สุดท้ายพอหุ้นตกลงมาจริงๆก็ไม่กล้าซื้ออีก
ตอนนี้ต้องยอมรับว่ามีหุ้นอยู่หลายตัวที่ราคาต้องถือว่าดีทีเดียว อาจจะไม่ดีเวอร์ๆแต่ก็คงหาซื้อราคานี้ได้ไม่บ่อยนัก แต่เราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าจะถูกลงไปกว่านี้อีกรึเปล่า ผมว่าจะซื้อหุ้นเพิ่มตอนนี้หรือไม่น่าจะดูที่ว่าเรามีเงินสดเหลืออยู่เท่าไหร่เมื่อเทียบกับเงินที่อยู่ในหุ้น ถ้าอยู่ในหุ้น 50% ขึ้นไปผมว่าตอนนี้รอดูไปก่อนก็ได้ ถ้า SET เด้งกลับขึ้นไปเราก็ยังได้ capital gain จากหุ้นที่ยังถืออยู่ แต่ถ้าตกลงไปอีกเราก็ยังมีเงินเพื่อเก็บหุ้นในราคาที่ถูกมาก
แต่ถ้าตอนนี้มีเงินสดในมือมากกว่าในหุ้นมาก จะใช้เงินบางส่วนเริ่มเข้าซื้อหุ้นบางตัวก็ไม่เลวนัก เพราะตอนนี้มีหุ้น Blue Chip ตัวใหญ่หลายตัวที่ PE ลงมาเหลือแค่ 7-9 และยังได้ปันผลสูงถึง 4-5% ซึ่งต้องถือว่าเป็นราคาที่ดีเลยครับในการที่จะซื้อแล้วเก็บยาว
Subscribe to:
Posts (Atom)
