Showing posts with label Stock. Show all posts
Showing posts with label Stock. Show all posts

Tuesday, July 16, 2013

หุ้น อิชิตัน Ichitan (ICHI) น่าลงทุนไหม ธุรกิจเป็นยังไง

อีกสักพักบริษัท อิชิตัน ก็จะมีการทำ IPO เข้าตลาดหุ้นภายใต้ตัวย่อ ICHI (ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง) ถ้าผมจำไม่ผิดเห็นคุณตันเคยบอกไว้ว่าน่าจะเป็นวันที่ 11/12/2013 ซึ่งก็เหลืออีกไม่ถึงครึ่งปี วันนี้ก็เลยอยากจะพูดถึงบริษัทนี้เล็กน้อยจากข้อมูลต่างๆที่ผมได้สัมผัสมา คงจะเป็นการพูดถึงคร่าวๆที่ไม่ได้ลงรายละเอียดทางตัวเลขนะครับเพราะตอนนี้คงยังจะเร็วเกินไป

ก่อนอื่นผมได้ฟังสัมภาษณ์ของคุณตันที่พูดถึงเหตุผลที่จะเอาบริษัท อิชิตัน เข้าตลาดหุ้น เห็นเขาบอกมาสามอย่างหลักๆ อย่างแรกคือเอาเงินไปใช้หนี้ธนาคารเพื่อจะได้ลดค่าใช้จ่ายทางด้านดอกเบี้ยที่มีอยู่ตอนนี้ ซึ่ง ณ ตอนนี้น่าจะเป็นปีแรกที่บริษัทกลับมามีกำไร ถ้าไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยบริษัทน่าจะมีกำไรมากขึ้นอีก ซึ่งจุดนี้ก็เป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเหตุผลที่นักลงทุนอาจจะได้ยินมากที่สุด เพราะการใช้หนี้ดอกเบี้ยนั้นเป็นแค่ One Time Gain คือสมมุติตอนนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยอยู่ปีละ 20 ล้านบาทก็จะไม่ต้องจ่ายแล้วแต่มันก็จบอยู่แค่นั้นไม่ได้เป็นการลงทุนที่งอกเงยขึ้นเรื่อยๆ

อย่างที่สองคุณตันบอกว่า "อาจจะ" ซื้อเครื่องจักรเพิ่ม ซึ่งตอนสร้างโรงงานคุณตันบอกว่าได้เผื่อพื้นที่สำหรับลงเครื่องจักรเพิ่มเอาไว้แล้ว ถ้าเอาเงินไปลงตรงนี้จริงๆเพราะว่าตอนนี้ขายดีจนเกินกำลังการผลิตก็คงจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องการ แต่ฟังจากน้ำเสียงและการพูดของคุณตันแล้วดูเหมือนตรงนี้จะไม่ใช่เหตุผลหลัก

เหตุผลสุดท้าย และอาจจะเป็นเหตุผลที่น่ากังวลที่สุดสำหรับนักลงทุนคือเมื่อคุณตันพูดว่า "ผมยืมเงินภรรยามา 2,000 ล้าน มาลงที่บริษัท อิชิตัน ก็ต้องเอาเงินไปคืนภรรยาด้วย" อืมอันนี้ความหมายตรงๆเหมือนจะเป็น "ผมลงเงินไป 2,000 ล้านก็จะขอถอนทุนคืน" ซึ่งผมก็แปลกใจที่เขาพูดออกมาค่อนข้างตรงๆแบบนี้ หรืออาจเห็นว่าเมื่อเข้าตลาดหุ้นแล้วตัวเลขการเงินออกมายังไงทุกคนก็ต้องเห็นอยู่ดี ซึ่งผมก็ไม่โทษคุณตันหรอกที่ทำแบบนี้ ถ้าผมเองเป็นเจ้าของบริษัทที่อยู่ในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงมากและยังไม่รู้ว่าบริษัทของเราท้ายที่สุดแล้วจะเป็นผู้ชนะหรือเปล่า ผมก็คงจำกัดความเสี่ยงโดยการ Cash In บางส่วนก่อนแล้วก็เก็บหุ้นไว้อีกส่วนหนึ่ง ทีนี้ถึงบริษัทจะแพ้คู่แข่งเราเองก็ยังได้เงินคืนมาแล้ว ส่วนถ้าบริษัทชนะเราก็ยังเป็นเจ้าของอยู่ส่วนหนึ่ง เรียกว่า Win Win แต่ในฐานะของนักลงทุนธรรมดาคงต้องมองความเสี่ยงต่างกัน เพราะถ้าบริษัทเจ๊งเราก็จะไม่เหลืออะไรเลย


ทีนี้มาดูในส่วนของธุรกิจของอิชิตันกันบ้าง ผมเชื่อว่าทุกๆคนก็คงคุ้นเคยกับธุรกิจของเขาในระดับนึง พูดง่ายๆก็คือโออิชิทำอะไรอิชิตันก็ทำตรงนั้นแหละโดยที่พยามจะทำให้ดีกว่าเหมือนกับว่ามีความแค้นส่วนตัวกันมาก่อน (เอหรือว่าจะมี)

ส่วนแรกแน่นอนก็คือฝ่ายเครื่องดื่มซึ่งต้องบอกว่าตอนนี้มาแรงจริงๆ ยอดขายเรียกว่าขึ้นมาเทียบกับโออิชิได้อย่างรวดเร็ว และตอนนี้ด้วย Promotion แรงๆเห็นคุณตันบอกว่าจากที่เคยมีขายอยู่ใน 40% ของร้านค้าทั้งหมดตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 70% กว่าแล้วซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับบริษัท แต่สำหรับนักลงทุนอาจจะต้องดูว่าถ้าตอนนี้มีขายอยู่ใน 70% กว่าของร้านค้าแล้วจะเหลือพื้นที่ให้โตไปได้อีกแค่ไหน ถ้าโตจากพื้นที่การขายไม่ได้แล้วก็ต้องโตโดยแย่ง Market Share จากแบรนด์อื่นๆ ซึ่ง ณ ตอนนี้ที่อิชิตันมี Promotion แรงขนาดนี้และกระแสของตัวคุณตันก็ดี ลูกค้าที่ยังไม่ยอมดื่มอิชิตันอีกก็ไม่รู้ว่าจะมาเลือกดื่มตอนไหน เพราะฉะนั้นจากนี้ Market Share จะโตได้อีกแค่ไหนก็อาจจะต้องดูดีๆ

ในขณะที่ฝ่ายเครื่องดื่มเป็นพระเอก ฝ่ายร้านอาหารของอิชิตันตอนนี้ยังไม่โดดเด่นเท่าไหร่ และตอนนี้ยังมีอยู่ไม่กี่สาขา ถ้าใครเคยไปกินร้านอาหารของอิชิตันคงจะทราบว่าก็เป็นเหมือนของโออิชิ คือเป็นบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น แต่เหมือนคุณตันจะพยายามทำให้ดีกว่าในราคาที่เท่าๆหรือถูกกว่า  คือของจะใช้ดีกว่าหน่อย อาหารก็ไม่ต้องเดินไปตักเองแต่จะเป็นแบบสั่งเอาแล้วทำกันสดๆหมด ซึ่งผมก็เคยไปกินมาสองสามครั้งก็รู้สึกชอบมากกว่าร้านของโออิชิ และที่สำคัญขายดีมากทุกสาขา ผมจึงแปลกใจมากเมื่อได้พูดคุยกับเพื่อนที่ทำงานอยู่ในฝ่ายนี้ว่ากำไรแค่พออยู่ได้แต่ก็เหนื่อย (อันนี้คำพูดของเขา) คือในร้านอาหารแบบนี้ Margin ก็จะค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว แต่เนื่องจากพยายามจะทำให้ดีกว่าของโออิชิจึงทำให้ Margin น้อยเข้าไปอีก และปัญหาที่ตามมาก็คือไม่สามารถจ้างพนักงานเยอะเกินไปเพราะจะทำให้ไม่คุ้ม และเนื่องจากร้านจะทำทุกอย่างสดๆบวกกับเป็นแบบสั่ง คือพนักงานจะต้องเอาของไปเสริฟทุกอย่าง จึงทำให้งานโหลดมาก ทั้งพนักงานเสริฟและคนทำอาหาร (เห็นบอกว่าปั้นซูชิกันจนมือหงิก)

ถ้ามองในแง่ดีก็อาจจะมองได้ว่าฝ่ายร้านอาหารยังมีโอกาสโตได้อีกเยอะ ถ้าจัดระบบให้ได้เข้าที่เข้าทางกว่านี้เพื่อให้ได้ Margin ที่ดีขึ้น และก็ยังเหลือพื้นที่ให้ขยายได้อีกเยอะเพราะตอนนี้ยังมีอยู่ไม่กี่สาขา แต่สำหรับผมตลาดธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อสี่ห้าปีก่อนแล้ว ตัวเลือกและราคาจากร้านอื่นๆมีมากมาย ขนาดร้านของโออิชิเองที่อยู่ตามที่ต่างๆก็ไม่ได้ขายดีเท่าไหร่ การที่ร้านอิชิตันจะขยายได้อย่างประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่ง่ายและคู่แข่งหลักก็คงไม่ใช่จากร้านของโออิชิซะด้วย

แต่ความเสี่ยงสูงสุดของการลงทุนใน Ichitan นั้นผมมองว่ามาจากตัวของคุณตันเอง การที่แบรนด์ของบริษัทถูกผูกติดไว้มากกับตัวคุณตันนั้นเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ต้องยอมรับว่า ณ ตอนนี้หลายๆคนที่อุดหนุนอิชิตันและเปลี่ยนจากดื่มโออิชิมาดื่มอิชิตันเป็นเพราะความชื่นชอบในตัวคุณตัน เรียกว่าการทำมาร์เก็ตติ้งนั้นโปรโมทตัวคุณตันพอๆกับโปรโมทแบรนด์อิชิตันเลย ซึ่งถ้าวันไหนวันหนึ่งเกิดมีข่าวอะไรที่กระทบกับภาพลักษณ์ของคุณตัน หรือเขาพลาดไปทำอะไรที่ทำให้เสียภาพพจน์แล้วล่ะก็ ธุรกิจอาจได้รับความเสียหายอย่างมากเพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งเราก็เคยเห็นมาแล้วกับผู้มีชื่อเสียงหลายๆคน บวกกับที่ผ่านมาการที่ใช้วิธีมาร์เก็ตติ้งแบบนี้ก็ทำให้มีคน "หมั่นไส้" คุณตันไม่น้อยอยู่เหมือนกันซึ่งคนเหล่านี้ก็คงพร้อมซ้ำเติมอยู่แล้วถ้าเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นมา


Wednesday, May 29, 2013

หุ้น M ดีไหม สุกี้ร้านนี้น่าลงทุนรึเปล่า

อีกไม่นานเครือร้านอาหารสุกี้ MK ก็กำลังจะเปิดขาย IPO เข้ามาในตลาดหุ้น โดยซื้อขายกันภายใต้ตัวย่อ M (เปลี่ยนจาก MKG) หุ้นตัวนี้เป็นตัวหนึ่งที่ผมค่อนข้างสนใจมากพอสมควร ที่สนใจนี้ไม่ได้หมายความว่าน่าซื้อนะครับ อันนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ที่สนใจเพราะว่าโดยปรกติผมเป็นคนชอบบริษัทที่อยู่ใกล้ตัวอยู่แล้ว ยิ่งได้เห็นได้สัมผัสได้ใช้สินค้าหรือบริการของเขาอยู่ทุกวันยิ่งดี เพราะจุดนี้เป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญมากๆอันนึงเลยเวลาที่ผมจะตัดสินใจลงทุนในบริษัท

เพราะฉะนั้นเราลองมาคิดถึงธุรกิจของ M กันดูก่อนดีกว่า ณ วันนี้บริษัทมีธุรกิจหลักคือร้านอาหารอยู่ 2 chain คือ MK กับ Yayoi ถ้าย้อนกลับไปซัก 5-6 ปีก่อนทุกๆช่วงเวลาทานมื้อกลางวันกับเย็นมั่นใจได้เลยว่าหน้าร้าน MK จะมีคนนั่งคิวกันยาวเหยียดเพื่อรอโต๊ะ (รวมถึงร้าน Fuji ด้วยที่ส่วนใหญ่จะเห็นคิวยาวคู่กัน) แต่ทุกวันนี้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยดูเหมือนจะพัฒนาไปมาก ทั้งตัวเลือก ประเภท ราคา และรูปแบบร้านอาหารเดี๋ยวนี้มีมากกว่าแต่ก่อนมาก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เดี๋ยวนี้คนกิน MK น้อยลง แต่ก็ยังขายดีอยู่นะครับคนก็แน่นร้านตลอดแค่ไม่ได้แย่งกันเข้าร้านเหมือนแจกฟรีหรือต้องมานั่งคิวนานๆเพราะตัวเลือกอื่นก็มี

กลุ่มร้านหลักประเภทหนึ่งเลยที่ผมว่าดึงลูกค้าไปจาก MK คือกลุ่มร้านบุฟเฟ่ต์ชาบู (อย่าง Hotpot ชาบูชิ ซูกิชิ) กลุ่มร้านเหล่านี้ขายอาหารที่คล้ายกับของ MK มากแต่กินได้ไม่อั้น รวมทั้งน้ำและของหวาน แถมราคายังแค่ประมาณ 250-350 บาท ต่อคน ซึ่งถ้าผมไปกิน MK ปรกติราคาจะออกมาแพงกว่านี้อีก กลุ่มคนที่ชอบความ "รู้สึก" คุ้มค่าจึงเลือกที่จะไปกินร้านเหล่านี้แทน แต่ MK ก็ยังมีจุดแข็งที่เหนือกว่าอยู่หลายอย่าง คือสะอาด อาหารดูสดกว่า นั่งสบายไม่วุ่นวาย และการบริการนี่ต้องขอชมเป็นพิเศษร้านหรูๆหลายร้านต้องอาย (จากประสบการณ์ส่วนตัว) โค้งแล้วโค้งอีกจนผมเขินเลย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ถ้าผมต้องเลือกที่จะไปกินสุกี้ผมก็ยังชอบไปกิน MK มากกว่า

โอเคเราอาจจะต้องยอมรับว่า MK ขายดีน้อยลงจากเมื่อก่อน แต่จริงๆแล้วประเด็นนั้นผมว่ายังไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ แต่ที่สำคัญคือตอนนี้และในอนาคตแนวโน้วเป็นยังไง ซึ่งตอนนี้ผมว่ายอดขายของ MK แต่ละสาขาก็ค่อนข้างอยู่ตัวแล้วและก็นับว่ายังขายดีอยู่ กลุ่มลูกค้าได้แบ่งกันชัดเจนแล้วว่าใครชอบสุกี้แบบธรรมดาหรือแบบบุฟเฟ่ต์ และข้อดีคือสำหรับใครที่ชอบสุกี้แบบธรรมดาดูเหมือน MK จะไม่มีคูแข่งเลย มองไปในอนาคตร้านสุกี้ส่วนใหญ่ที่เปิดขึ้นมาใหม่ก็เห็นจะใช้แต่ model แบบบุฟเฟ่ต์กันหมดซึ่งก็ไม่น่าจะกระทบกับยอดขายของ MK แล้วแต่จะไปแย่งลูกค้ากันเองกับร้านบุฟเฟต์จ้าวอื่นมากกว่า แนวโน้วในอนาคตผมจึงคิดว่ายอดขายต่อสาขาของ MK น่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับนี้ ไม่เพิ่มหรือลดซักเท่าไหร่

ทีนี้เราลองมาดูทาง Yayoi กันบ้าง ตอนเปิดใหม่ๆดูจะน่าเป็นห่วงอยู่พอสมควร ทุกสาขาที่ผมเคยผ่านเมื่อปีที่แล้วตอนต้นปีคนค่อนข้างโล่งมาก แต่ตอนนี้ติดตลาดแล้วเรียกว่าขายดีเลยทีเดียวเดินผ่านคนก็คึกคักตลอด positioning เขาผมว่าดีมาก ไม่มีคูแข่งโดยตรง เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบตามสั่งราคาถูกแค่ 100 กว่าบาทก็กินได้ ราคาเท่ากับไปกิน KFC หรือ Mac เลย สำหรับ chain นี้ผมว่าถ้ายังไม่มีคู่แข่งใหม่ๆเข้ามาที่ชนกันโดยตรงยอดขายต่อสาขาก็น่าจะเหมือน MK คือค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ระดับนี้

การขยายตัวของธุรกิจ

มาถึงประเด็นสำคัญ "แล้วธุรกิจนี้จะโตไปได้อีกแค่ไหน" สำหรับ MK การที่ยอดขายและกำไรจะโตได้นั้นคงจะต้องพึ่งการขยายสาขาไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ห้างทุกห้างและ community mall ก็มี MK อยู่แล้วเพราะฉะนั้นอัตราการเติบโตคงจะโตได้ตามการขยายตัวของ modern trade เท่านั้น ซึ่งถ้าเฉลี่ยในระยะยาวผมว่าได้สิบกว่าเปอร์เซ็นต่อปีก็เก่งแล้ว เพราะต้องอย่าลืมด้วยว่าการเพิ่มสาขาแต่ละครั้งไม่ได้ได้ลูกค้าใหม่ทั้งหมด จาก 100 คนที่มากินที่สาขาใหม่ หลายๆคนอาจจะเป็นลูกค้าเก่าอยู่แล้วที่ตอนนี้เปลี่ยนมากินสาขาที่ใกล้ขึ้นเท่านั้นเอง

ทางด้านของ Yayoi ก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้จะเห็นว่าเวลาเปิดสาขาใหม่ MK กับ Yayoi จะเปิดกันเป็นคู่ แต่ Yayoi มีโอกาสขยายได้มากกว่าพอสมควรเพราะตอนนี้ยังมีอยู่แค่เกือบ 100 สาขาในขณะที่ MK มีอยู่ถึง 300 กว่าสาขา เพราะฉะนั้นในช่วงแรกนี้ Yayoi ยังสามารถแร่งขยายไปในพื้นที่ที่ตอนนี้ MK อยู่แต่ยังไม่มี Yayoi แต่ในระยะยาวเมื่อขยายเสร็จแล้วอัตราการเติบโตก็คงลดเหลือแค่เท่ากับของ MK คือไม่น่าจะเกินสิบกว่าเปอร์เซ็นต่อปี

ส่วนการขยายตัวต่างประเทศนั้นผมคิดว่าเราน่าจะมองเป็นเหมือน bonus มากกว่าแต่อย่าไปพึ่งความหวังไว้กับมัน เรื่องของรสนิยมอาหารการกินนั้นเป็นอะไรที่เดายากมากๆ เราก็เห็นกันมาบ่อยมากแล้วที่ chain ร้านอาหารที่ฮิตมากในประเทศนึงพอไปเปิดประเทศอื่นๆแล้วกลับเจ๊งไม่เป็นท่า และที่สำคัญร้านในต่างประเทศนั้นเป็นอะไรที่ห่างหูห่างตา (อย่างน้อยสำหรับผมที่ไม่ได้เดินทางบ่อยมาก) จึงเป็นอะไรที่ติดตามค่อนข้างยากว่าธุรกิจเป็นยังไง แน่นอนถ้าเกิดร้านอาหารของ M ไปติดตลาดที่ต่างประเทศธุรกิจนั้นจะสามารถขยายได้อีกมหาศาล อันนี้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าจะฝากความหวังไว้กับเหตุผลนี้ตอนลงทุนผมว่ามันก็อาจจะเสี่ยงเกินไป

ทีนี้ลองมาดูตัวเลขคร่าวๆกันนิดนึง ถ้าดูระดับหนี้สินต่อกำไรแล้วผมว่าโอเคไม่สูงมาก แต่ตัวที่บริษัทน่าจะอยากให้นักลงทุนดูมากที่สุดคงจะเป็นการเติบโตของกำไรจากปี 54-55 ที่สูงถึงเกือบ 20% ถ้าคิดว่า M จะโตต่อไปได้ในอัตรานี้เรื่อยๆนักลงทุนก็อาจให้ราคา PE ของหุ้นที่ค่อนข้างสูงทีเดียว เพราะถ้าโตขนาดนี้ต้องถือว่าเป็น growth stock ที่ดีมากๆอันนึง แต่ด้วยเหตุผลต่างๆที่บอกไปแล้วผมไม่คิดว่า M จะโตได้ในอัตรานี้ไปอีกนานเท่าไหร่ อีกเหตุผลหนึ่งที่ปีที่แล้วกำไรอาจจะโตขึ้นเยอะกว่าปรกติอาจเป็นเพราะว่าปีที่แล้ว Yayoi เริ่มติดตลาดขึ้นมาพอดีเลยทำให้รายได้โตขึ้นอย่างเก้ากระโดดแต่ตอนนี้ยอดขายก็น่าจะเริ่มอยู่ตัวแล้ว

แล้วตกลงน่าลงทุนไหม?

โดยรวมแล้วผมคิดว่า M เป็นบริษัทที่มีระบบและกิจการที่ดีบริษัทหนึ่ง ถ้าถามว่าอยากเป็นเจ้าของไหมผมก็คงต้องตอบว่าอยาก แต่จะลงทุนซื้อหุ้นตัวนี้หรือไม่นั้นประเด็นสำคัญคงจะต้องอยู่ที่ราคา ผมไม่คิดว่าบริษัท M ณ ตอนนี้จะโตมากขนาดที่ให้ราคาแบบ super growth stock ได้ น่าจะเป็นบริษัทที่มีกิจการดี มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างมั่นคงและก็โตไปได้เรื่อยๆตามขนาดเศรษฐกิจ และ modern trade อาจคล้ายๆบริษัท blue chip ย่อยๆบริษัทหนึ่ง แต่มีข้อดีมากกว่าตรงอัตราการเติบโตที่น่าจะดีกว่าและที่สำคัญยังใกล้หูใกล้ตาถ้าเกิด trend เล่มเปลี่ยนหรือมีคู่แข่งใหม่เข้ามาที่น่ากลัวเราก็น่าจะเห็นได้ค่อนข้างเร็ว

มองรวมๆด้วยเหตุผลต่างๆแล้วถ้าหุ้นราคา PE สักสิบกว่าๆนี้ต้องถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว แต่ถ้า PE ใกล้ 20 หรือมากกว่าหน่อยนั้นอาจจะต้องเริ่มคิดหนักขึ้น เพราะที่ราคานี้ถ้าจะบอกว่าถูกนั้นคงไม่ใช่แน่นอนถ้าจะให้ลงทุนจริงๆอาจจะลงทุนแค่ส่วนหนึ่งของจำนวนที่ตั้งใจไว้ แต่ถ้า PE 25 หรือมากกว่านั้นนี่ผมคงต้องขอรอดูผลประกอบการไปอีกซักระยะนึงก่อนว่าจะโตไปได้แค่ไหน

แต่ถ้าดูจากสภาวะตลาดตอนนี้แล้ว บวกกับการที่ M เป็นแบรนด์ที่ใครๆก็รู้จักและมีคนสนใจเยอะ ผมคิดว่าราคาที่ PE 30 ขึ้นไปตอนช่วง IPO อาจมีให้ได้เห็นแน่นอนซึ่งราคานี้ผมคงไม่กล้าลงทุน


ปล. มีหลายคนที่สงสัยว่าการ IPO นี้เป็นการ cash out ของบรรดาเจ้าของรึเปล่า เพราะตอนนี้ธุรกิจก็เริ่มที่จะอิ่มตัวแล้วบวกกับตอนนี้ที่ราคาตลาดหุ้นกำลังอยู่สูงน่าจะได้ราคาดี พูดกันจริงๆผมเองก็คิดเหมือนกัน เพราะถ้า M IPO เพื่อต้องการเงินไปลงทุนจริงๆก็น่าจะทำตอนช่วงที่บริษัทขยายตัวเยอะๆ หรือตอนที่จะเริ่มเปิด Yayoi ยังดูจะสมเหตุสมผลมากกว่า แต่นี่ทุกอย่างก็ลงทุนไปจนอยู่ตัวหมดแล้ว การจะขยายสาขาไปต่างประเทศก็เป็นการค่อยๆไปเปิดร้านอาหารแค่ไม่กี่สาขา เทียบกับขนาดบริษัทตอนนี้น่าจะมีเงินทุนเหลือเพืออยู่แล้ว แต่ถ้าพูดกันจริงๆ M คงไม่ใช่บริษัทแรกและบริษัทสุดท้ายที่จะเข้าตลาดด้วยเหตุผลนี้ (จริงๆแล้วออกจะหลายบริษัทด้วยซ้ำที่ทำแบบนี้)

Sunday, February 10, 2013

อย่าซื้อหุ้นเพราะคิดว่าราคาจะขึ้นแต่ซื้อหุ้นที่ราคาตกแล้วไม่เป็นอะไร

ซื้อหุ้นที่ราคาไม่ขึ้นแล้วจะซื้อไปทำไมหล่ะ? แน่นอนทุกคนย่อมอยากจะเห็นการลงทุนของตัวเองงอกเงยเพิ่มขึ้นซึ่งก็รวมทั้งตัวผมด้วย และสิ่งที่เราสามารถมองเห็นได้ง่ายที่สุดที่เป็นการชี้วัดก็คือตัวเลขเขียวๆในพอร์ตของเรา แต่การที่จิตใจของเราจดจ่ออยู่กับราคาหุ้นมากเกินไปนั้นอาจส่งผลเสียกับชีวิตการลงทุนของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นและความเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นไม่ขึ้นหรือลงตามที่เราคาด

ถ้าทุกวันนี้คุณรู้สึกเครียดเมื่อราคาของหุ้นที่คุณมีอยู่ตก หรือคุณต้องเปิดดูราคาหุ้นทุกๆ 30 วินาทีแล้วต้องจ้องมองทั้ง ticker graph ราคา และ volume เพื่อพยามตีความหมายที่อาจซ่อนอยู่ในสิ่งเหล่านี้จนคุณรู้สึกปวดหัวและสับสน การลองเปลี่ยนมามองหาหุ้นที่เราลงทุนแล้วราคาตกไม่เป็นไร แทนที่จะพยามมองหาหุ้นที่ซื้อแล้วราคาจะขึ้นนั้น อาจทำให้คุณมีความสุขกับชีวิตการลงทุนมากขึ้นรวมถึงประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย

ปรกติผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ร้าย เวลาจะลงทุนในบริษัทไหนผมจะคิดไว้เสมอว่าเดี๋ยวพอผมซื้อปุ้บราคาจะตกทันที และด้วยความโชคดีสุดๆของผมมันก็มักจะเป็นอย่างนั้นอยู่ทุกครั้ง เพราะอย่างนั้นก่อนที่ผมจะลงทุนในบริษัทไหนผมจะถามตัวเองก่อนว่าถ้าซื้อหุ้นแล้วพรุ่งนี้ราคาตกลงไป 50% ผมยังจะ happy อยู่ไหม หรือถ้าซื้อแล้วพรุ่งนี้ตลาดหุ้นถูกปิดอย่างไม่มีกำหนดแล้วผมจะเป็นเจ้าของบริษัทนี้ไปตลอดผมจะ happy ไหม เมื่อคิดอย่างนี้แล้วผลพลอยได้อย่างแรกที่ตามมาก็คือเราจะให้ความสำคัญกับตัวธุรกิจหรือ product ของบริษัทอย่างมาก ว่าเราต้องมีความมั่นใจในตัวบริษัทและอนาคตของบริษัทที่เราจะลงทุนจริงๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำอยู่แล้วแต่หลายๆครั้งเราอาจโดนสีเขียวๆแดงๆของราคาทำให้ไขว้เขว ไม่ใช่ว่าราคาที่เราซื้อจะไม่มีความสำคัญนะครับแต่มันไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจ หลังจากที่เจอบริษัทที่เราอยากเป็นเจ้าของแล้วค่อยมาดูว่าเราพอใจที่จะซื้อมาที่ราคาเท่าไหร่ซึ่งไม่จำเป็นต้องถูกมากก็ได้ แค่เป็นราคาที่เราคิดว่ายุติธรรม

ผลพลอยได้อีกอย่างก็คือเราจะสามารถถือหุ้นได้อย่างสบายใจมากขึ้น เพราะเราได้ธุรกิจที่เราต้องการมาในราคาที่เราพอใจแล้ว อันนี้คล้ายกับเวลาที่ผมอยากได้ของชิ้นหนึ่ง ยกตัวอย่างสมมุติผมอยากได้รองเท้าคู่หนึ่งที่ผมคิดว่าใส่สบายมาก ตอนที่พึ่งออกมาใหม่ราคาอาจจะอยู่ที่ 5,000 บาท ผมอาจจะคิดว่าราคานี้ไม่คุ้มกับความสบายที่จะได้มายอมใส่คู่เก่าขาดๆไปก่อนก็ได้ ผ่านไปสักพักราคาอาจลดมาเหลือ 3,000 บาทซึ่งผมคิดว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล ผมจึงซื้อมาใส่แล้วก็พอใจกับมันมาก ทีนี้ผ่านไปอีกซักพักมีเพื่อนมาบอกว่า "ดูซิฉันพึ่งไปงาน super sale ซื้อคู่เดียวกับนายมาแค่ 1,500 บาทเอง" ผมคงไม่รู้สึกแย่เท่าไหร่เพราะผมก็พอใจกับราคาที่ผมได้มาแล้วก็คงยินดีกับเพื่อนที่ได้มาในราคาที่คุ้มค่า แต่ถ้าผมมัวแต่รอก็ไม่รู้มาจะมีงาน super sale รึเปล่าและถ้ามีก็ไม่รู้ว่าจะยังมี size ของผมเหลืออยู่รึเปล่า

สุดท้ายแล้วอันนี้ก็เป็นเพียงแค่ mindset หรือแง่คิดในการลงทุนอันหนึ่งเท่านั้นนะครับ ซึ่งถ้าใครอยากลองเอาไปใช้ดูก็ได้ครับ (เพราะผมไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นกับความเสียหายที่อาจตามมาในการลงทุนของท่าน :p )

Wednesday, January 2, 2013

ผลกระทบนโยบายรถคันแรกกับหุ้นและการลงทุนใน 1-3 ปีข้างหน้า

ในปีที่แล้ว (2012) สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนต้องได้สัมผัสคือปรากฏการณ์ลดภาษีรถคันแรก ไม่ว่าจะได้ใช้เองหรือมีคนรอบข้างที่รู้จักได้ใช้ ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสที่มาแรงจริงๆซึ่งก็
เห็นได้จากสถิติจำนวนรถป้ายแดงที่ออกมาใหม่ ผมเลยอยากลองมาคิดวิเคราะห์เล่นๆว่ามันจะมีผลกระทบต่อเศษฐกิจและการลงทุนอย่างไรบ้างใน 1-3 ปีข้างหน้า วิเคราะห์กันแบบขำๆนะครับ :)

ข้อแรก...มาม่าน่าจะขายดีในอนาคตอันใกล้ ถ้าลองคิดถึงนิสัยการใช้เงินของคนส่วนใหญ่แล้วผมว่าข้อนี้ไม่น่าแปลกใจเลย ด้วยความ "อยาก" หลายคนใช้เงิน 100% ของที่มี (และอีกหลายคนใช้มากกว่า 100% ด้วยซ้ำ) ถ้าตามภาษานักลงทุนต้องเรียกว่าไม่มี margin of safety เลย ถ้าคิดว่าตัวเองมีกำลังผ่อนได้เดือนละ 10,000 บาทจะซื้อรถที่ต้องผ่อน 10,000-13,000 บาท โดยคิด(ฝัน)เอาเองว่าเดี๋ยวค่อยไปประหยัดตรงนั้นตรงนี้เอาหรือเดี๋ยวค่อยหาเงินเพิ่มจากตรงนู้น นี่ยังไม่นับว่าถ้าเกิดมีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินอย่างไม่สบายหรือตกงานอีกนะครับ ปรกติก็ใช้เงิน to the max อยู่แล้วนี่ยิ่งมีการกระตุ้นว่า "ถ้าไม่รีบซื้อปีนี้ไม่ได้ลดราคาแล้วนะ" ผมจึงคิดว่าสุขภาพการเงินของหลายๆคนที่ใช้สิทธิ์ไปไม่น่าจะสู้ดีนัก เรียกว่าต้องผ่อนกันแบบหืดขึ้นคอเลยทีเดียว

ด้วยเหตุผลเดียวกันกับข้างบน บริษัทที่ทำเรื่องสินเชื่อรถอาจต้องระวัง เพราะจำนวนหนี้ศูนย์อาจจะสูงขึ้นกว่าปรกติ นอกจากนี้เนื่องจากคนขยับมาซื้อรถในปี 2012 เป็นจำนวนมาก demand สินเชื่อเพื่อซื้อรถใหม่ในปีต่อๆไปอาจลดลงพอสมควร

บ้านและรถเป็นทรัพย์สินที่คนที่พึ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัวต้องการ คนที่ใช้สิทธิ์รถคันแรกส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าจัดอยู่ในกลุ่มคนพึ่งเริ่มทำงานที่ยังไม่มีทั้งบ้านทั้งรถ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้เช่าบ้านอยู่ก็ยังอยู่กับคุณพ่อหรือคุณแม่ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ไม่มีกำลังพอที่จะดาวน์ทั้งบ้านและรถในเวลาใกล้ๆกัน ส่วนใหญ่ก็คงเลือกที่จะซื้อรถก่อนเพื่อที่จะให้ได้สิทธิ์ เพราะฉะนั้นอาจจะทำให้มีผลกระทบกับ demand สำหรับบ้านหรือ Condo ราคาถูกที่เน้นกลุ่มลูกค้าบ้านหลังแรกได้ในอนาคตอันใกล้

คนใช้ทางด่วนกันมากขึ้น นอกจากฐานลูกค้า (จำนวนรถบนท้องถนน) จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว รถที่เพิ่มขึ้นก็น่าจะทำให้รถติดมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นสัดส่วนของคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อใช้ทางด่วนก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วย

จำนวนคนฟังวิทยุน่าจะเพิ่มขึ้น สิ่งแรกที่ทุกคนทำเมื่อขึ้นรถมีสองอย่างก็คือเปิดแอร์กับเปิดวิทยุ ช่วงเวลา rush hour ตอนเช้ากับตอนเย็นจึงถือว่าเป็นช่วง prime time เลยทีเดียว ยิ่งตอนนี้รถน่าจะติดมากขึ้นทำให้นอกจากคนจะฟังวิทยุกันมากขึ้นแล้วยังต้องฟังนานขึ้นอีกด้วย แหม่ได้สองต่อจริงๆ

ที่ผมคิดได้คร่าวๆตอนนี้มีแค่นี้ครับ คนอื่นคิดยังไงกันบ้างเอามาแชร์กันได้เลยนะครับ