Wednesday, May 29, 2013

หุ้น M ดีไหม สุกี้ร้านนี้น่าลงทุนรึเปล่า

อีกไม่นานเครือร้านอาหารสุกี้ MK ก็กำลังจะเปิดขาย IPO เข้ามาในตลาดหุ้น โดยซื้อขายกันภายใต้ตัวย่อ M (เปลี่ยนจาก MKG) หุ้นตัวนี้เป็นตัวหนึ่งที่ผมค่อนข้างสนใจมากพอสมควร ที่สนใจนี้ไม่ได้หมายความว่าน่าซื้อนะครับ อันนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ที่สนใจเพราะว่าโดยปรกติผมเป็นคนชอบบริษัทที่อยู่ใกล้ตัวอยู่แล้ว ยิ่งได้เห็นได้สัมผัสได้ใช้สินค้าหรือบริการของเขาอยู่ทุกวันยิ่งดี เพราะจุดนี้เป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญมากๆอันนึงเลยเวลาที่ผมจะตัดสินใจลงทุนในบริษัท

เพราะฉะนั้นเราลองมาคิดถึงธุรกิจของ M กันดูก่อนดีกว่า ณ วันนี้บริษัทมีธุรกิจหลักคือร้านอาหารอยู่ 2 chain คือ MK กับ Yayoi ถ้าย้อนกลับไปซัก 5-6 ปีก่อนทุกๆช่วงเวลาทานมื้อกลางวันกับเย็นมั่นใจได้เลยว่าหน้าร้าน MK จะมีคนนั่งคิวกันยาวเหยียดเพื่อรอโต๊ะ (รวมถึงร้าน Fuji ด้วยที่ส่วนใหญ่จะเห็นคิวยาวคู่กัน) แต่ทุกวันนี้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยดูเหมือนจะพัฒนาไปมาก ทั้งตัวเลือก ประเภท ราคา และรูปแบบร้านอาหารเดี๋ยวนี้มีมากกว่าแต่ก่อนมาก จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เดี๋ยวนี้คนกิน MK น้อยลง แต่ก็ยังขายดีอยู่นะครับคนก็แน่นร้านตลอดแค่ไม่ได้แย่งกันเข้าร้านเหมือนแจกฟรีหรือต้องมานั่งคิวนานๆเพราะตัวเลือกอื่นก็มี

กลุ่มร้านหลักประเภทหนึ่งเลยที่ผมว่าดึงลูกค้าไปจาก MK คือกลุ่มร้านบุฟเฟ่ต์ชาบู (อย่าง Hotpot ชาบูชิ ซูกิชิ) กลุ่มร้านเหล่านี้ขายอาหารที่คล้ายกับของ MK มากแต่กินได้ไม่อั้น รวมทั้งน้ำและของหวาน แถมราคายังแค่ประมาณ 250-350 บาท ต่อคน ซึ่งถ้าผมไปกิน MK ปรกติราคาจะออกมาแพงกว่านี้อีก กลุ่มคนที่ชอบความ "รู้สึก" คุ้มค่าจึงเลือกที่จะไปกินร้านเหล่านี้แทน แต่ MK ก็ยังมีจุดแข็งที่เหนือกว่าอยู่หลายอย่าง คือสะอาด อาหารดูสดกว่า นั่งสบายไม่วุ่นวาย และการบริการนี่ต้องขอชมเป็นพิเศษร้านหรูๆหลายร้านต้องอาย (จากประสบการณ์ส่วนตัว) โค้งแล้วโค้งอีกจนผมเขินเลย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ถ้าผมต้องเลือกที่จะไปกินสุกี้ผมก็ยังชอบไปกิน MK มากกว่า

โอเคเราอาจจะต้องยอมรับว่า MK ขายดีน้อยลงจากเมื่อก่อน แต่จริงๆแล้วประเด็นนั้นผมว่ายังไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ แต่ที่สำคัญคือตอนนี้และในอนาคตแนวโน้วเป็นยังไง ซึ่งตอนนี้ผมว่ายอดขายของ MK แต่ละสาขาก็ค่อนข้างอยู่ตัวแล้วและก็นับว่ายังขายดีอยู่ กลุ่มลูกค้าได้แบ่งกันชัดเจนแล้วว่าใครชอบสุกี้แบบธรรมดาหรือแบบบุฟเฟ่ต์ และข้อดีคือสำหรับใครที่ชอบสุกี้แบบธรรมดาดูเหมือน MK จะไม่มีคูแข่งเลย มองไปในอนาคตร้านสุกี้ส่วนใหญ่ที่เปิดขึ้นมาใหม่ก็เห็นจะใช้แต่ model แบบบุฟเฟ่ต์กันหมดซึ่งก็ไม่น่าจะกระทบกับยอดขายของ MK แล้วแต่จะไปแย่งลูกค้ากันเองกับร้านบุฟเฟต์จ้าวอื่นมากกว่า แนวโน้วในอนาคตผมจึงคิดว่ายอดขายต่อสาขาของ MK น่าจะทรงตัวอยู่ที่ระดับนี้ ไม่เพิ่มหรือลดซักเท่าไหร่

ทีนี้เราลองมาดูทาง Yayoi กันบ้าง ตอนเปิดใหม่ๆดูจะน่าเป็นห่วงอยู่พอสมควร ทุกสาขาที่ผมเคยผ่านเมื่อปีที่แล้วตอนต้นปีคนค่อนข้างโล่งมาก แต่ตอนนี้ติดตลาดแล้วเรียกว่าขายดีเลยทีเดียวเดินผ่านคนก็คึกคักตลอด positioning เขาผมว่าดีมาก ไม่มีคูแข่งโดยตรง เป็นอาหารญี่ปุ่นแบบตามสั่งราคาถูกแค่ 100 กว่าบาทก็กินได้ ราคาเท่ากับไปกิน KFC หรือ Mac เลย สำหรับ chain นี้ผมว่าถ้ายังไม่มีคู่แข่งใหม่ๆเข้ามาที่ชนกันโดยตรงยอดขายต่อสาขาก็น่าจะเหมือน MK คือค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ระดับนี้

การขยายตัวของธุรกิจ

มาถึงประเด็นสำคัญ "แล้วธุรกิจนี้จะโตไปได้อีกแค่ไหน" สำหรับ MK การที่ยอดขายและกำไรจะโตได้นั้นคงจะต้องพึ่งการขยายสาขาไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนนี้ห้างทุกห้างและ community mall ก็มี MK อยู่แล้วเพราะฉะนั้นอัตราการเติบโตคงจะโตได้ตามการขยายตัวของ modern trade เท่านั้น ซึ่งถ้าเฉลี่ยในระยะยาวผมว่าได้สิบกว่าเปอร์เซ็นต่อปีก็เก่งแล้ว เพราะต้องอย่าลืมด้วยว่าการเพิ่มสาขาแต่ละครั้งไม่ได้ได้ลูกค้าใหม่ทั้งหมด จาก 100 คนที่มากินที่สาขาใหม่ หลายๆคนอาจจะเป็นลูกค้าเก่าอยู่แล้วที่ตอนนี้เปลี่ยนมากินสาขาที่ใกล้ขึ้นเท่านั้นเอง

ทางด้านของ Yayoi ก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้จะเห็นว่าเวลาเปิดสาขาใหม่ MK กับ Yayoi จะเปิดกันเป็นคู่ แต่ Yayoi มีโอกาสขยายได้มากกว่าพอสมควรเพราะตอนนี้ยังมีอยู่แค่เกือบ 100 สาขาในขณะที่ MK มีอยู่ถึง 300 กว่าสาขา เพราะฉะนั้นในช่วงแรกนี้ Yayoi ยังสามารถแร่งขยายไปในพื้นที่ที่ตอนนี้ MK อยู่แต่ยังไม่มี Yayoi แต่ในระยะยาวเมื่อขยายเสร็จแล้วอัตราการเติบโตก็คงลดเหลือแค่เท่ากับของ MK คือไม่น่าจะเกินสิบกว่าเปอร์เซ็นต่อปี

ส่วนการขยายตัวต่างประเทศนั้นผมคิดว่าเราน่าจะมองเป็นเหมือน bonus มากกว่าแต่อย่าไปพึ่งความหวังไว้กับมัน เรื่องของรสนิยมอาหารการกินนั้นเป็นอะไรที่เดายากมากๆ เราก็เห็นกันมาบ่อยมากแล้วที่ chain ร้านอาหารที่ฮิตมากในประเทศนึงพอไปเปิดประเทศอื่นๆแล้วกลับเจ๊งไม่เป็นท่า และที่สำคัญร้านในต่างประเทศนั้นเป็นอะไรที่ห่างหูห่างตา (อย่างน้อยสำหรับผมที่ไม่ได้เดินทางบ่อยมาก) จึงเป็นอะไรที่ติดตามค่อนข้างยากว่าธุรกิจเป็นยังไง แน่นอนถ้าเกิดร้านอาหารของ M ไปติดตลาดที่ต่างประเทศธุรกิจนั้นจะสามารถขยายได้อีกมหาศาล อันนี้ก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าจะฝากความหวังไว้กับเหตุผลนี้ตอนลงทุนผมว่ามันก็อาจจะเสี่ยงเกินไป

ทีนี้ลองมาดูตัวเลขคร่าวๆกันนิดนึง ถ้าดูระดับหนี้สินต่อกำไรแล้วผมว่าโอเคไม่สูงมาก แต่ตัวที่บริษัทน่าจะอยากให้นักลงทุนดูมากที่สุดคงจะเป็นการเติบโตของกำไรจากปี 54-55 ที่สูงถึงเกือบ 20% ถ้าคิดว่า M จะโตต่อไปได้ในอัตรานี้เรื่อยๆนักลงทุนก็อาจให้ราคา PE ของหุ้นที่ค่อนข้างสูงทีเดียว เพราะถ้าโตขนาดนี้ต้องถือว่าเป็น growth stock ที่ดีมากๆอันนึง แต่ด้วยเหตุผลต่างๆที่บอกไปแล้วผมไม่คิดว่า M จะโตได้ในอัตรานี้ไปอีกนานเท่าไหร่ อีกเหตุผลหนึ่งที่ปีที่แล้วกำไรอาจจะโตขึ้นเยอะกว่าปรกติอาจเป็นเพราะว่าปีที่แล้ว Yayoi เริ่มติดตลาดขึ้นมาพอดีเลยทำให้รายได้โตขึ้นอย่างเก้ากระโดดแต่ตอนนี้ยอดขายก็น่าจะเริ่มอยู่ตัวแล้ว

แล้วตกลงน่าลงทุนไหม?

โดยรวมแล้วผมคิดว่า M เป็นบริษัทที่มีระบบและกิจการที่ดีบริษัทหนึ่ง ถ้าถามว่าอยากเป็นเจ้าของไหมผมก็คงต้องตอบว่าอยาก แต่จะลงทุนซื้อหุ้นตัวนี้หรือไม่นั้นประเด็นสำคัญคงจะต้องอยู่ที่ราคา ผมไม่คิดว่าบริษัท M ณ ตอนนี้จะโตมากขนาดที่ให้ราคาแบบ super growth stock ได้ น่าจะเป็นบริษัทที่มีกิจการดี มีฐานลูกค้าที่ค่อนข้างมั่นคงและก็โตไปได้เรื่อยๆตามขนาดเศรษฐกิจ และ modern trade อาจคล้ายๆบริษัท blue chip ย่อยๆบริษัทหนึ่ง แต่มีข้อดีมากกว่าตรงอัตราการเติบโตที่น่าจะดีกว่าและที่สำคัญยังใกล้หูใกล้ตาถ้าเกิด trend เล่มเปลี่ยนหรือมีคู่แข่งใหม่เข้ามาที่น่ากลัวเราก็น่าจะเห็นได้ค่อนข้างเร็ว

มองรวมๆด้วยเหตุผลต่างๆแล้วถ้าหุ้นราคา PE สักสิบกว่าๆนี้ต้องถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว แต่ถ้า PE ใกล้ 20 หรือมากกว่าหน่อยนั้นอาจจะต้องเริ่มคิดหนักขึ้น เพราะที่ราคานี้ถ้าจะบอกว่าถูกนั้นคงไม่ใช่แน่นอนถ้าจะให้ลงทุนจริงๆอาจจะลงทุนแค่ส่วนหนึ่งของจำนวนที่ตั้งใจไว้ แต่ถ้า PE 25 หรือมากกว่านั้นนี่ผมคงต้องขอรอดูผลประกอบการไปอีกซักระยะนึงก่อนว่าจะโตไปได้แค่ไหน

แต่ถ้าดูจากสภาวะตลาดตอนนี้แล้ว บวกกับการที่ M เป็นแบรนด์ที่ใครๆก็รู้จักและมีคนสนใจเยอะ ผมคิดว่าราคาที่ PE 30 ขึ้นไปตอนช่วง IPO อาจมีให้ได้เห็นแน่นอนซึ่งราคานี้ผมคงไม่กล้าลงทุน


ปล. มีหลายคนที่สงสัยว่าการ IPO นี้เป็นการ cash out ของบรรดาเจ้าของรึเปล่า เพราะตอนนี้ธุรกิจก็เริ่มที่จะอิ่มตัวแล้วบวกกับตอนนี้ที่ราคาตลาดหุ้นกำลังอยู่สูงน่าจะได้ราคาดี พูดกันจริงๆผมเองก็คิดเหมือนกัน เพราะถ้า M IPO เพื่อต้องการเงินไปลงทุนจริงๆก็น่าจะทำตอนช่วงที่บริษัทขยายตัวเยอะๆ หรือตอนที่จะเริ่มเปิด Yayoi ยังดูจะสมเหตุสมผลมากกว่า แต่นี่ทุกอย่างก็ลงทุนไปจนอยู่ตัวหมดแล้ว การจะขยายสาขาไปต่างประเทศก็เป็นการค่อยๆไปเปิดร้านอาหารแค่ไม่กี่สาขา เทียบกับขนาดบริษัทตอนนี้น่าจะมีเงินทุนเหลือเพืออยู่แล้ว แต่ถ้าพูดกันจริงๆ M คงไม่ใช่บริษัทแรกและบริษัทสุดท้ายที่จะเข้าตลาดด้วยเหตุผลนี้ (จริงๆแล้วออกจะหลายบริษัทด้วยซ้ำที่ทำแบบนี้)

Wednesday, March 27, 2013

หุ้นกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน BTSGIF ดีไหม

ตอนนี้ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายๆคนคงได้เห็นสื่อโฆษณาชักชวนให้มาลงทุนในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน BTSGIF ที่กำลังจะออกมาจำหน่าย โดยจุดเด่นหลักที่โฆษณาพยามจะเสนอคือการเปรียบเทียบข้อดีของ BTSGIF เทียบกับการฝากเงินระยะยาวกับธนาคาร ว่าได้ดอกเบี้ยมากกว่า จ่ายปีละ 4 ครั้ง และยังได้รับการยกเว้นภาษีอีก 10 ปี โอ้โหดีกว่าขนาดนี้ซื้อได้เมื่อไหร่เนี่ย!!!

แต่ก่อนที่คุณจะรีบไปถอนเงินทั้งหมดจา่กบัญชีเพื่อมาซื้อกองทุนอันนี้ผมว่าอย่างน้อยทุกคนควรจะรู้ก่อนว่ากำลังซื้ออะไรกันแน่

อย่างแรกเลยที่ผมอยากจะบอกก็คือการลงทุนในกองทุนอันนี้ไม่เหมือนการฝากระยะยาวแม้แต่นิดเดียวสิ่งที่คุณจะได้เมื่อซื้อกองทุนอันนี้คือสิทธิ์ในกำไรของ BTS สองสายแรกที่สร้าง ซึ่งจะเป็นจากสนามกีฬาแห่งชาติถึงสะพานตากสินกับหมอชิตถึงอ่อนนุชเป็นเวลาเพียงแค่ 17 ปี เมื่อถึงเวลานั้นกองทุนก็จะปิดลง เพราะฉะนั้นสิ่งแรกเลยที่กองทุนนี้แตกต่างจากการฝากเงินก็คือเมื่อครบ 17 ปีแล้วเงินต้นของคุณจะเป็น 0 เงินที่คุณจะได้คืนมามากเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับว่าในอีก 17 ปีข้างหน้า BTS สองสายนี้จะทำกำไรได้เท่าไหร่ เพราะฉะนั้นเวลาที่โฆษณาบอกว่าจะได้เงินปันผลเท่านั้นเท่านี้แล้วเป็น % ที่สูงกว่าดอกเบี้ยของการฝากระยะยาวคุณต้องอย่าลืมว่ามันเทียบกันตรงๆไม่ได้เพราะการฝากเงินนั้นคุณได้เงินต้นคืน

ทีนี้เรามาดูตัวเลขคร่าวๆกันหน่อยละกันนะครับ จากข้อมูลที่ทางกองทุนให้มาตอนนี้ BTS สองสายนี้มีกำไรอยู่ประมาณปีละ 3,500 ล้านบาท จำนวนหุ้น BTSGIF ที่จะนำออกมาขายทั้งหมดมี 5,788 ล้านหุ้น เท่ากับว่า ณ ตอนนี้กำไรต่อหุ้นอยู่ที 0.6 บาทต่อปี สมมุติว่ากำไรของสองสายนี้คงที่ไม่เพิ่มไม่ลดไป 17 ปี จะเท่ากับว่าได้เงินคืนมาทั้งหมด 10.2 บาทต่อหุ้น แต่ราคาที่จะเสนอขายอยู่ที่หุ้นละ 10.4-10.8 บาท เท่ากับว่าถ้ากำไรเท่านี้ผู้ลงทุนจะขาดทุนนิดนึง 

สมมุติว่าคุณซื้อหุ้นได้ที่ราคา 10.4 บาท ถ้าคุณเอาเงินจำนวนนี้ไปฝากแบงค์ระยะยาว 17 ปี ผมตีดอกเบี้ยแบบต่ำๆที่ 4% พอครบ 17 ปีคุณจะมีเงิน 20.26 บาท ถ้าจะให้ได้ผลตอบแทนเท่ากัน BTSGIF ต้องได้กำไรเฉลี่ยปีละ 1.19 บาทต่อหุ้น หรือโดยรวมประมาณ 6,898 ล้านบาทต่อปี หรือโดยเฉลี่ยต้องได้กำไรสองเท่าของที่ได้อยู่ ณ ปัจจุบัน

อืม...ถ้ากำไรเพิ่มขึ้นทุกๆปี ปีละ 10% ก็คงได้นะครับ แต่ผมนึกว่าเป้าหมายของกองทุนพวกนี้คือการลงทุนในกิจการที่มีความเสี่ยงน้อยและได้ปันผลสม่ำเสมอให้เป็นตัวเลือกแทนการฝากเงินระยะยาวไว้ในธนาคาร ซึ่งผมยอมรับว่ากิจการนี้มีความเสี่ยงที่จะเจ๊งน้อยมาก แต่เหมือนความเสี่ยงในการลงทุนแค่ถูกย้ายไปอยู่ที่ว่ากองทุนจะทำกำไรได้ทันในระยะเวลาที่กำหนดรึเปล่า ซึ่งเมื่อพิจารณาส่วนนี้ด้วยแล้วผมว่ามีหุ้นอีกหลายตัวที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า เพราะถึงแม้กิจการอาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ก็ไม่มีความเสี่ยงเรื่องเวลาที่จำกัด


Sunday, February 10, 2013

อย่าซื้อหุ้นเพราะคิดว่าราคาจะขึ้นแต่ซื้อหุ้นที่ราคาตกแล้วไม่เป็นอะไร

ซื้อหุ้นที่ราคาไม่ขึ้นแล้วจะซื้อไปทำไมหล่ะ? แน่นอนทุกคนย่อมอยากจะเห็นการลงทุนของตัวเองงอกเงยเพิ่มขึ้นซึ่งก็รวมทั้งตัวผมด้วย และสิ่งที่เราสามารถมองเห็นได้ง่ายที่สุดที่เป็นการชี้วัดก็คือตัวเลขเขียวๆในพอร์ตของเรา แต่การที่จิตใจของเราจดจ่ออยู่กับราคาหุ้นมากเกินไปนั้นอาจส่งผลเสียกับชีวิตการลงทุนของเราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งในการตัดสินใจซื้อขายหุ้นและความเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นไม่ขึ้นหรือลงตามที่เราคาด

ถ้าทุกวันนี้คุณรู้สึกเครียดเมื่อราคาของหุ้นที่คุณมีอยู่ตก หรือคุณต้องเปิดดูราคาหุ้นทุกๆ 30 วินาทีแล้วต้องจ้องมองทั้ง ticker graph ราคา และ volume เพื่อพยามตีความหมายที่อาจซ่อนอยู่ในสิ่งเหล่านี้จนคุณรู้สึกปวดหัวและสับสน การลองเปลี่ยนมามองหาหุ้นที่เราลงทุนแล้วราคาตกไม่เป็นไร แทนที่จะพยามมองหาหุ้นที่ซื้อแล้วราคาจะขึ้นนั้น อาจทำให้คุณมีความสุขกับชีวิตการลงทุนมากขึ้นรวมถึงประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วย

ปรกติผมจะเป็นคนที่ค่อนข้างมองโลกในแง่ร้าย เวลาจะลงทุนในบริษัทไหนผมจะคิดไว้เสมอว่าเดี๋ยวพอผมซื้อปุ้บราคาจะตกทันที และด้วยความโชคดีสุดๆของผมมันก็มักจะเป็นอย่างนั้นอยู่ทุกครั้ง เพราะอย่างนั้นก่อนที่ผมจะลงทุนในบริษัทไหนผมจะถามตัวเองก่อนว่าถ้าซื้อหุ้นแล้วพรุ่งนี้ราคาตกลงไป 50% ผมยังจะ happy อยู่ไหม หรือถ้าซื้อแล้วพรุ่งนี้ตลาดหุ้นถูกปิดอย่างไม่มีกำหนดแล้วผมจะเป็นเจ้าของบริษัทนี้ไปตลอดผมจะ happy ไหม เมื่อคิดอย่างนี้แล้วผลพลอยได้อย่างแรกที่ตามมาก็คือเราจะให้ความสำคัญกับตัวธุรกิจหรือ product ของบริษัทอย่างมาก ว่าเราต้องมีความมั่นใจในตัวบริษัทและอนาคตของบริษัทที่เราจะลงทุนจริงๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำอยู่แล้วแต่หลายๆครั้งเราอาจโดนสีเขียวๆแดงๆของราคาทำให้ไขว้เขว ไม่ใช่ว่าราคาที่เราซื้อจะไม่มีความสำคัญนะครับแต่มันไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจ หลังจากที่เจอบริษัทที่เราอยากเป็นเจ้าของแล้วค่อยมาดูว่าเราพอใจที่จะซื้อมาที่ราคาเท่าไหร่ซึ่งไม่จำเป็นต้องถูกมากก็ได้ แค่เป็นราคาที่เราคิดว่ายุติธรรม

ผลพลอยได้อีกอย่างก็คือเราจะสามารถถือหุ้นได้อย่างสบายใจมากขึ้น เพราะเราได้ธุรกิจที่เราต้องการมาในราคาที่เราพอใจแล้ว อันนี้คล้ายกับเวลาที่ผมอยากได้ของชิ้นหนึ่ง ยกตัวอย่างสมมุติผมอยากได้รองเท้าคู่หนึ่งที่ผมคิดว่าใส่สบายมาก ตอนที่พึ่งออกมาใหม่ราคาอาจจะอยู่ที่ 5,000 บาท ผมอาจจะคิดว่าราคานี้ไม่คุ้มกับความสบายที่จะได้มายอมใส่คู่เก่าขาดๆไปก่อนก็ได้ ผ่านไปสักพักราคาอาจลดมาเหลือ 3,000 บาทซึ่งผมคิดว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล ผมจึงซื้อมาใส่แล้วก็พอใจกับมันมาก ทีนี้ผ่านไปอีกซักพักมีเพื่อนมาบอกว่า "ดูซิฉันพึ่งไปงาน super sale ซื้อคู่เดียวกับนายมาแค่ 1,500 บาทเอง" ผมคงไม่รู้สึกแย่เท่าไหร่เพราะผมก็พอใจกับราคาที่ผมได้มาแล้วก็คงยินดีกับเพื่อนที่ได้มาในราคาที่คุ้มค่า แต่ถ้าผมมัวแต่รอก็ไม่รู้มาจะมีงาน super sale รึเปล่าและถ้ามีก็ไม่รู้ว่าจะยังมี size ของผมเหลืออยู่รึเปล่า

สุดท้ายแล้วอันนี้ก็เป็นเพียงแค่ mindset หรือแง่คิดในการลงทุนอันหนึ่งเท่านั้นนะครับ ซึ่งถ้าใครอยากลองเอาไปใช้ดูก็ได้ครับ (เพราะผมไม่ขอรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นกับความเสียหายที่อาจตามมาในการลงทุนของท่าน :p )

Wednesday, January 2, 2013

ผลกระทบนโยบายรถคันแรกกับหุ้นและการลงทุนใน 1-3 ปีข้างหน้า

ในปีที่แล้ว (2012) สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนต้องได้สัมผัสคือปรากฏการณ์ลดภาษีรถคันแรก ไม่ว่าจะได้ใช้เองหรือมีคนรอบข้างที่รู้จักได้ใช้ ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสที่มาแรงจริงๆซึ่งก็
เห็นได้จากสถิติจำนวนรถป้ายแดงที่ออกมาใหม่ ผมเลยอยากลองมาคิดวิเคราะห์เล่นๆว่ามันจะมีผลกระทบต่อเศษฐกิจและการลงทุนอย่างไรบ้างใน 1-3 ปีข้างหน้า วิเคราะห์กันแบบขำๆนะครับ :)

ข้อแรก...มาม่าน่าจะขายดีในอนาคตอันใกล้ ถ้าลองคิดถึงนิสัยการใช้เงินของคนส่วนใหญ่แล้วผมว่าข้อนี้ไม่น่าแปลกใจเลย ด้วยความ "อยาก" หลายคนใช้เงิน 100% ของที่มี (และอีกหลายคนใช้มากกว่า 100% ด้วยซ้ำ) ถ้าตามภาษานักลงทุนต้องเรียกว่าไม่มี margin of safety เลย ถ้าคิดว่าตัวเองมีกำลังผ่อนได้เดือนละ 10,000 บาทจะซื้อรถที่ต้องผ่อน 10,000-13,000 บาท โดยคิด(ฝัน)เอาเองว่าเดี๋ยวค่อยไปประหยัดตรงนั้นตรงนี้เอาหรือเดี๋ยวค่อยหาเงินเพิ่มจากตรงนู้น นี่ยังไม่นับว่าถ้าเกิดมีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินอย่างไม่สบายหรือตกงานอีกนะครับ ปรกติก็ใช้เงิน to the max อยู่แล้วนี่ยิ่งมีการกระตุ้นว่า "ถ้าไม่รีบซื้อปีนี้ไม่ได้ลดราคาแล้วนะ" ผมจึงคิดว่าสุขภาพการเงินของหลายๆคนที่ใช้สิทธิ์ไปไม่น่าจะสู้ดีนัก เรียกว่าต้องผ่อนกันแบบหืดขึ้นคอเลยทีเดียว

ด้วยเหตุผลเดียวกันกับข้างบน บริษัทที่ทำเรื่องสินเชื่อรถอาจต้องระวัง เพราะจำนวนหนี้ศูนย์อาจจะสูงขึ้นกว่าปรกติ นอกจากนี้เนื่องจากคนขยับมาซื้อรถในปี 2012 เป็นจำนวนมาก demand สินเชื่อเพื่อซื้อรถใหม่ในปีต่อๆไปอาจลดลงพอสมควร

บ้านและรถเป็นทรัพย์สินที่คนที่พึ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัวต้องการ คนที่ใช้สิทธิ์รถคันแรกส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าจัดอยู่ในกลุ่มคนพึ่งเริ่มทำงานที่ยังไม่มีทั้งบ้านทั้งรถ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้เช่าบ้านอยู่ก็ยังอยู่กับคุณพ่อหรือคุณแม่ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ไม่มีกำลังพอที่จะดาวน์ทั้งบ้านและรถในเวลาใกล้ๆกัน ส่วนใหญ่ก็คงเลือกที่จะซื้อรถก่อนเพื่อที่จะให้ได้สิทธิ์ เพราะฉะนั้นอาจจะทำให้มีผลกระทบกับ demand สำหรับบ้านหรือ Condo ราคาถูกที่เน้นกลุ่มลูกค้าบ้านหลังแรกได้ในอนาคตอันใกล้

คนใช้ทางด่วนกันมากขึ้น นอกจากฐานลูกค้า (จำนวนรถบนท้องถนน) จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว รถที่เพิ่มขึ้นก็น่าจะทำให้รถติดมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นสัดส่วนของคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อใช้ทางด่วนก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วย

จำนวนคนฟังวิทยุน่าจะเพิ่มขึ้น สิ่งแรกที่ทุกคนทำเมื่อขึ้นรถมีสองอย่างก็คือเปิดแอร์กับเปิดวิทยุ ช่วงเวลา rush hour ตอนเช้ากับตอนเย็นจึงถือว่าเป็นช่วง prime time เลยทีเดียว ยิ่งตอนนี้รถน่าจะติดมากขึ้นทำให้นอกจากคนจะฟังวิทยุกันมากขึ้นแล้วยังต้องฟังนานขึ้นอีกด้วย แหม่ได้สองต่อจริงๆ

ที่ผมคิดได้คร่าวๆตอนนี้มีแค่นี้ครับ คนอื่นคิดยังไงกันบ้างเอามาแชร์กันได้เลยนะครับ

Saturday, October 13, 2012

ซื้อหุ้นนักร้องต้องติดตามผลงาน

ทุกคนอาจสงสัยว่า "หุ้นนักร้อง" นั้นคืออะไร เป็นบริษัทเพลงเหรอ? จริงๆแล้วมันเป็นแค่ชื่อที่ผมใช้เรียกเล่นๆสำหรับบริษัทที่ผมรู้สึกว่าวงจรของธุรกิจนั้นคล้ายกับวงจรชีวิตของนักร้องหรือวงดนตรีมาก โดยรายได้ของบริษัทที่ว่าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ product ที่ต้องออกมาใหม่เรื่อยๆอย่างมาก

ถ้าเราลองดูอาชีพของนักร้องจะเห็นได้ว่าความดังและยอดขายนั้นขึ้นอยู่กับเพลงที่ออกมา โดยที่นักร้องต้องคอยออกเพลงใหม่ๆมาตลอด โดยเพลงที่ออกมาน่าจะแบ่งออกได้เป็นสามแบบ

1. อย่างแรกคือเพลงที่ hit สุดๆ ทำให้นักร้องดังระเบิด ขายดีแบบรายได้พุ่งกระฉูด เปิดวิทยุช่องไหนก็ได้ยินแต่เพลงนี้

2. แบบที่สองเป็น filler เพลงที่เพราะใช้ได้หรืออาจจะไม่แปลกใหม่จากเพลงก่อนๆเท่าไหร่ แต่ที่ขายดีใช้ได้ก็เพราะอาศัยความดังจากเพลงแรก เพลงแบบนี้พอทำให้นักร้องอยู่ในกระแสต่อไปได้จนกว่าจะทำเพลง hit อันต่อไปได้ แต่ถ้ายิ่งออกแต่ filler ติดต่อกันมากเท่าไหร่ความดังและยอดขายก็จะลดลงเรื่อยๆจนหายดังไปในที่สุด

3. แบบสุดท้ายพูดง่ายๆก็คือเพลงแป้กไม่มีใครชอบเลย แน่นอนอันนี้ย่อมมีผลกระทบกับยอดขายและความดังอย่างมาก ถ้าออกมาตอนยังดังมากอยู่ก็อาจจะพอแก้ใขได้โดยการรีบออกเพลงที่ดีกว่านี้ตามมา แต่ถ้าออกเพลงแป้กมาสองอันติดกันก็อาจจะเปลี่ยนจากดังสุดๆเป็นไม่มีใครรู้จักเลยได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

ผมคิดว่าถ้าจะลองยกตัวอย่าง Apple ถือได้ว่าเป็นบริษัทหนึ่งที่อยู่ในประเภทนี้ ยอดขายและรายได้หลักของ Apple นั้นขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ Product ที่ต้องออก Product ที่ดีออกมาเรื่อยๆ เพราะสินค้าแต่ละอย่างของ Apple นั้นแทบจะทั้งหมดเป็นแบบซื้อครั้งเดียวแล้วจบกัน ครั้งต่อไปที่คนจะซื้อนั้นก็คงเป็นตอนที่เขาต้องการจะ upgrade ซึ่งตอนนั้นเขาก็สามารถเลือกใหม่ได้ว่าของๆบริษัทไหนดีที่สุด แน่นอนการที่ Apple เคยออก Product ดีมากๆในอดีตมาย่อมสร้างใบบุญให้คนมีโอกาสเลือกสินค้าของเขามากขึ้น แต่มันก็มี limit ของมันอยู่

ในความรู้สึกผมการกลับมายิ่งใหญ่ของ Apple ในรอบสิบปีหลังเขาได้ออกเพลง hit มาสองเพลง อันแรกก็คือ iPod และอันที่สองก็คือ iPhone ทั้งสองล้วนเป็น Product ที่ตอนออกมานั้นต้องนับว่าเป็น game changer จริงๆ เรียกได้ว่าถ้าคุณต้องการ mp3 player หรือ โทรศัพท์แบบนี้คุณก็ไม่มีตัวเลือกอื่นเลย แน่นอนมันจึงทำให้ยอดขายและรายได้ของ Apple เพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็วตอนที่สินค้าสองตัวนี้ออกมา

แน่นอนหลังจากสินค้าสองตัวนี้ออกมา Apple ก็ได้ออก version ใหม่มาเรื่อยๆโดยค่อยๆ upgrade ความสามารถและ design ทีละน้อย สำหรับผมแล้ว version ใหม่ๆเหล่านี้เปรียบเป็นแค่เพียงเพลง filler เท่านั้น ที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่หรือดีขึ้นมากแต่ก็ขายได้เพราะ Concept ของมันวางมาดีตั้งแต่ตอนมันออกมาครั้งแรกแล้ว แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่คู่แข่งต่างๆก็ยิ่งทำ Product ที่ดีใกล้เคียงกับของ Apple ได้มากขึ้น และไม่ช้าก็เร็วถ้า Apple ยังไม่มี Game Changer อันใหม่ของตัวเองออกมาคนอื่นก็ต้องมี Game Changer ของเขา ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นยอดขายที่เราเห็นว่าเยอะอยู่ตอนนี้อาจหายไปได้เกือบทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว

จริงๆผมรู้สึกว่าการลงทุนในบริษัทที่ชีวิตแขวนอยู่บนความสำเร็จของ Product Line เดียวหรือสองสาม Line นั้นก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง ข้อดีก็คือเราอาจจะมองภาพว่ากิจการจะดีหรือไม่ดีได้ง่ายหน่อย เราแค่เทียบสินค้าหลักของบริษัทนั้นแล้วเทียบกับคู่แข่งในตลาดซึ่งมันเป็นอะไรที่ทุกคนน่าจะทำได้ไม่ยาก ถ้าเรารู้สึกว่า Product ของบริษัทนี้มันดีกว่าของคนอื่นๆมากๆ ราคาก็สมเหตุสมผล ทุกคนที่เรารู้จักซื้อมาใช้หรืออยากได้หมดเลย เราก็น่าจะรู้แล้วหล่ะว่าอนาคตบริษัทนี้น่าจะสดใส

ข้อเสียก็คือเราอาจจะต้องคอยติดตามและคอยลุ้นทุกๆครั้งที่บริษัทเราหรือคู่แข่งทำ Product อันใหม่ออกมาว่ามันจะดีหรือไม่ดี แต่ที่ผมมั่นใจอย่างหนึ่งเลยก็คือไม่มีใครทำเพลง hit ออกมาได้ตลอดหรอก ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมีเพลงที่ไม่ติดตลาด

เวลาพูดถึง Apple และผลกระทบจากการจากไปของ Steve Jobs คนส่วนใหญ่จะถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกจะบอกว่า Steve ไม่อยู่แล้ว Apple แย่แน่เพราะจะขาดคนที่มีวิสัยทัศน์ในการทำ Product ใหม่ออกมา อีกฝ่ายคิดว่าไม่น่าจะมีผลมากเพราะยังมีคนที่มีวิสัยทัศน์เหลืออยู่ใน Apple อีกเยอะ แต่ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่าการจากไปของ Steve Jobs ไม่มีผลมากเท่าไหร่เพราะต่อให้เขาอยู่ก็ไม่มีทางที่ Apple จะสามารถทำ Product ที่เป็น Game Changer ออกมาได้เรื่อยๆหรอก ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องมี Product ใหม่หรือรุ่นใหม่ที่ไม่โดนใจผู้บริโภคหรือไม่ก็ต้องมีบริษัทอื่นที่ทำ Product Line ใหม่อะไรซักอย่างออกมาที่ทำให้สินค้าหลักของ Apple ดูด้อยไป และแน่นอนเมื่อนั้นรายได้ของ Apple ต้องได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักยิ่งถ้า Apple ยังพึ่งพา Product แค่หนึ่งหรือสองตัวอยู่ เมื่อถึงตอนนั้นนักลงทุนคงต้องตัดสินใจว่าจะถอนหุ้นออกมาก่อน หรือถือต่อไปเพราะเชื่อว่าบริษัทจะสามารถแก้เกมส์ได้ แต่ถ้าดูจากอดีตแล้วจะพบว่าหลายๆบริษัทที่เจออย่างนี้ไม่สามารถกลับมาได้หรือกว่าจะกลับมาได้ก็ใช้เวลาค่อนข้างนานมากๆเลยทีเดียวอย่างที่ Apple เองก็เคยเจอมาแล้ว





Friday, September 21, 2012

เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่เราลงทุนเป็นเจ้าของหุ้นในหลายบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกัน ควรระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความหัดแย้งทางผลประโยชน์

ปรกติเวลาที่เราลงทุนในหุ้นของบริษัทหนึ่ง เราก็ย่อมเชื่อว่าบรรดาเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนั้นก็ต้องอยากให้กิจการดีและสร้างกำไรได้มากอย่างมั่นคงเพราะก็น่าจะดีกับทั้งเขาและเรา แต่ปัจจุบันความเป็นเจ้าของในหลายๆบริษัทค่อนข้างซับซ้อน บางกิจการได้มีการซอยย่อยออกมาเป็นหลายๆบริษัท บางบริษัทก็มีการตั้งบริษัทลูกออกมามากมาย บางอันอยู่ในตลาดบางอันก็ไม่ได้อยู่ และการถือหุ้นในแต่ละบริษัทบางทีก็สลับกันไปมา แล้วยิ่งหลายๆกิจการมีการทำธุรกิจร่วมกันหรือเกี่ยวข้องกันด้วยบางครั้งผลดำเนินการของบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นเจ้าของอาจไม่สำคัญเท่ากับผลกำไรโดยรวมของเขา

ผมขอยกตัวอย่างมาบริษัทนึงที่ผมมีหุ้นอยู่(ตอนเขียนบทความนี้)แล้วกันนะครับ ซึ่งมีชื่อว่า CSC หรือ ฝาจีบ จำกัด ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเขาทำฝาจีบที่ใช้กับขวดน้ำอัดลมขวดเบียร์ แล้วก็เริ่มทำฝาอย่างอื่นที่ใช้กับขวดน้ำดื่มต่างๆด้วย เหตุผลคร่าวๆที่ผมลงทุนในบริษัทนี้ก็เพราะว่าจริงๆแล้วเมื่อปีที่แล้วผมสนใจธุรกิจที่เกี่ยวกับน้ำดื่มต่างๆเพราะผมเองก็ชอบดื่มอยู่บ่อยๆ หลังจากที่ดูธุรกิจขายน้ำต่างๆแล้ว ก็เลยเริ่มดูธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งแน่นอนถ้าน้ำต่างๆขายดีฝาขวดน้ำก็น่าจะขายดีด้วย ก็เลยรู้สึกว่าตัวนี้น่าสนใจ


ถ้าลองเปิดดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่จะพบว่ามี

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด 7.57%

บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด 7.25%

บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) 2.03%

บริษัท กรีนสปอต จำกัด 1.92%


พอเห็นว่ามีบริษัทขายน้ำถึงสี่ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ ความคิดแรกของผมเลยก็คืออันนี้น่าจะเป็นข้อดีเพราว่ายังไงสี่บริษัทนี้ก็น่าจะมาซื้อฝาจากบริษัทฝาจีบ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ผมตัดสินใจลงทุน

แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นข้อเสียได้เหมือนกัน เพราะถ้าจะพูดกันจริงๆแล้วถ้าผมเป็นสี่บริษัทนี้ก็คงอยากให้ฝาจีบขายฝาให้ในราคาที่ถูกที่สุดจะเท่าทุนหรือขาดทุนยังได้เลยด้วยซ้ำ

กรณีที่ 1

สมมุติต้นทุนทำฝาหนึ่งฝาเท่ากับ 1 บาท ขายให้กับ ไทยน้ำทิพย์ ที่ราคา 2 บาท ฝาจีบได้กำไร 1 บาท

ไทยน้ำทิพย์มีต้นทุนน้ำหนึ่งขวด 4 บาท บวกกับค่าฝาอีก 2 บาท ขายน้ำราคา 10 บาท ไทยน้ำทิพย์ได้กำไร 4 บาท

แต่เนื่องจากไทยน้ำทิพย์มีหุ้นฝาจีบอยู่ 7.25% จึงได้ส่วนแบ่งกำไรมาด้วย 0.0725 บาท รวมเป็น 4.0725 บาท

กรณีที่ 2

สมมุติต้นทุนทำฝาหนึ่งฝาเท่ากับ 1 บาท เหมือนเดิม แต่ขายให้กับไทยน้ำทิพย์ ที่ราคาเท่าทุนที่ 1 บาท

ไทยน้ำทิพย์มีต้นทุนน้ำหนึ่งขวด 4 บาท บวกกับค่าฝาที่เหลือ 1 บาท ขายน้ำราคา 10 บาท ไทยน้ำทิพย์ได้กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 5 บาท

จะเห็นได้ว่าในกรณีที่ 2 ฝาจีบได้กำไรน้อยลงแต่ไทยน้ำทิพย์ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้กำไรมากขึ้น สึ่งกรณีนี้จะเหมือนกันสำหรับทั้ง 4 บริษัท ถ้ามองในแง่ร้ายสุดๆสี่บริษัทนี้อาจใช้บริษัทฝาจีบเป็นแค่โรงงานผลิตฝาราคาถูก แทนที่แต่ละบริษัทต้องลงทุนสร้างโรงงานเองก็แค่เข้ามาลงทุนในบริษัทคนละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆว่าผลประโยชน์ของผู้ลงทุนในหุ้นฝาจีบกับของสี่ผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นสวนทางกัน ถึงแม้โดยรวมสี่บริษัทนี้จะมีหุ้นรวมกันแค่ 18.77% และผู้ถือหุ้นคนอื่นคงไม่ยอมให้ฝาจีบขายสินค้าให้โดยไม่ได้กำไร แต่ผมซึ่งเป็นนักลงทุนก็ไม่สบายใจนักกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์แบบนี้ และถึงอย่างน้อยผมว่าสี่บริษัทนี้ก็คงต้องได้ซื้อฝาในราคาที่ถูกเพราะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ย่อมรู้ข้อมูลต้นทุนอะไรทุกอย่าง


อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งว่าทำไมการดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่เราจะลงทุนและดูว่าเขามีหุ้นในกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของเราถึงสำคัญ แต่ต้องขอบอกว่าในหลายๆกรณีอาจซับซ้อนและดูความเกี่ยวข้องต่างๆยากกว่านี้มาก


Friday, August 3, 2012

หุ้น malee แพงไปรึเปล่า ยังซื้อได้ไหม

ผมเชื่อว่าหลายๆคนต้องรู้จัก เคยได้ยินชื่อ หรือเคย day trade หุ้น malee กันมาบ้างแล้ว ยิ่งตอนที่หุ้นได้กลับเข้าตลาดใหม่ๆเมื่อปีที่แล้ว เพราะราคานั้นผันผวนชนิดที่ว่าล่อตาล่อใจแบบสุดๆ แต่สำหรับคนที่คิดจะซื้อถือยาวเพื่อลงทุนนั้น ถึงแม้ตอนนั้น p/e จะอยู่ที่แค่ 1-3 เท่า ที่ราคา 10 บาทกว่าๆก็คงมีหลายเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนไม่กล้าซื้อ

1. ที่กลับมากำไรได้เป็นเพียงแค่ระยะสั้นรึเปล่าเดี๋ยวอาจจะกลับไปขาดทุนอีก
2. หนี้ตั้งพันกว่าล้านบาทเมื่อไหร่จะใช้หมด
3. ราคาและ volume ที่ผันผวดขนาดนี้เหมือนมีคนเข้ามาปั่นเลย ซึ่ง VI ส่วนใหญ่จะไม่ชอบจุดนี้เป็นอย่างมาก

ผมเองก็ได้รู้จักกับ malee ตอนที่พึ่งกลับเข้าตลาดได้สองวันเท่านั้นเอง ที่รู้จักไม่ใช่เพราะได้ข่าวว่าเขาพึ่งกลับเข้าตลาดนะครับ แต่เป็นเพราะว่าตอนนั้นกำลังอยากเป็นเจ้าของบริษัทที่ผลิตอาหารเครื่องดื่มที่คนบริโภคกันอยู่ทุกวัน เป็นที่รู้จักและมี brand ที่แข็งแรง และผมก็ได้เห็นได้สัมผัสสินค้าอยู่ทุกวัน สินค้าแรกๆที่คิดถึงเลยก็มี Coke Pepsi มาม่า

แต่ด้วยหลายๆเหตุผลไม่มีตัวไหนที่ "โดน" จนชนิดที่ว่าผมพร้อมที่จะหยุด อาจจะซื้อไว้บ้างแต่ก็ไม่ได้มาก หลังจากดูสามตัวนี้ผมก็เลยเริ่มขยายวงค้นหาเพิ่มขึ้น ผมจำได้ว่าหลายๆครั้งที่ผมจะดื่มน้ำผลไม้ผมมักจะซื้อของ malee เสมอเพราะผมว่า packaging เข้าใจง่ายเตะตาและให้อารมณ์น้ำผลไม้ดี ถ้าเป็นน้ำส้มกล่องก็จะมีรูปส้มอยู่เต็มกล่อง ถ้าเป็นน้ำองุ่นก็จะมีรูปองุ่นอยู่เต็มกล่อง แต่ถ้าเป็นยี้ห้ออื่นกล่องเขาจะเป็นพื้นขาวแล้วก็มีรูปผลไม้ไม่ใหญ่มากมันไม่น่าหยิบเท่าไหร่

จุดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเริ่มสนใจหุ้น malee และผมก็แปลกใจมากเมื่อทราบว่ามาลีพึ่งได้กลับเข้าตลาดมาได้ไม่นานเพราะธุรกิจมีปัญหา ทั้งๆที่ผมก็รู้จักกับ brand นี้มานานและก็รู้สึกว่าถ้าพูดถึงน้ำผลไม้ชื่อนี้น่าจะเป็นชื่อแรกๆที่คนส่วนใหญ่นึกถึง

พูดมาตั้งนานยังไม่ได้เข้าเรื่องสะทีว่าราคาตอนนี้ซื้อได้ไหม :p ผมว่าสิ่งแรกที่เราควรจะทำเลยถ้าตอนนี้ยังไม่มีหุ้น malee แล้วสนใจจะซื้อคือต้องลืมราคาในอดีตก่อนเพราะการที่เรามองว่าราคาเขาขึ้นมาจาก 10 เป็น 90 ตอนนี้จะทำให้เราตัดสินใจด้วยอารมณ์ไม่ใช่เหตุผล บางคนอาจจะเสียดายที่มองหุ้นมานานแต่ไม่ได้ซื้อสักทีตอนนี้เลยอาจจะอยากรีบซื้อเยอะๆเพราะเสียดายกำไรที่ผ่านมา บางคนอาจจะมองว่าขึ้นมาเยอะขนาดนี้ราคาต้องแพงมากแน่เลยไม่กล้าซื้อ

ถ้าดูที่ราคาหุ้น 91.25 บาทตอนนี้ราคาบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท ถ้าประเมินกำไรแบบต่ำๆปีนี้ที่ 400 ล้านบาท P/E ก็จะอยู่ที่ 15 ซึ่งก็ยังถือว่าไม่แพงแต่ก็ไม่ถูก(แต่ก็ไม่เลวเลยถ้าเทียบกับตลาดตอนนี้) แต่ถ้ากำไรซัก 500 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า P/E จะอยู่ที่ 12 ซึ่งถือว่าดีเลยทีเดียวในสภาพตลาดตอนนี้ หรือถ้าจะกำไรมากกว่านั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ P/E ก็จะยิ่งต่ำลงไปอีก

ส่วนเรื่องหนี้สินที่เคยดูเหมือนว่าจะเยอะมากด้วยกิจการที่พื้นตัวขึ้นมาทำให้หนี้ตรงนี้ดูเหมือนบริษัทจะจัดการได้ไม่ยากเกินไป บวกกับราคาหุ้นเมื่อก่อนที่ต่ำกว่านี้มากเลยอาจจะดูหลอกตาไปบ้างว่าบริษัทนี้มีหนี้มากกว่า market cap หลายเท่า

สำหรับคนที่เป็นห่วงว่าจะไม่ได้ปันผลไปอีกนานเพราะต้องเอาเงินไปใช้หนี้หมด ถ้าดูจากกิจการตอนนี้ที่มั่นคงขึ้นผมว่าเจ้าหนี้คงยังไม่อยากได้เงินก้อนใหญ่ๆคืนแต่คงจะอยากให้ malee ค่อยๆผ่อนคืนและได้กินดอกเบี้ยมากกว่าเพราะตอนนี้ถ้าเอาเงินก้อนไปก็คงไม่ง่ายที่จะเอาไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ได้ดอกเท่านี้

ถ้าดูตอนนี้สิ่งที่น่ากลังสำหรับผมก็คงจะเป็น

1. ภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมา หรือสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับธุรกิจของมาลี margin of safty ของราคาตรงนี้ถือว่ามีไม่มาก
2. รายได้ของมาลีบางส่วนในตอนนี้มาจากการรับผลิตให้ brand อื่น ซึ่งถ้าในอนาคตเขาเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นหรือผลิตเองก็อาจจะมีผลกระทบกับรายได้

โดยรวมแล้วถ้าจะให้ผมซื้อหุ้น malee ตอนนี้ผมคงจะซื้อแค่ 35-40% ของงบที่ตั้งไว้ ใจจริงก็อยากจะซื้อมากกว่านี้แต่ใจไม่ถึง :p