Wednesday, January 2, 2013

ผลกระทบนโยบายรถคันแรกกับหุ้นและการลงทุนใน 1-3 ปีข้างหน้า

ในปีที่แล้ว (2012) สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าหลายๆคนต้องได้สัมผัสคือปรากฏการณ์ลดภาษีรถคันแรก ไม่ว่าจะได้ใช้เองหรือมีคนรอบข้างที่รู้จักได้ใช้ ต้องยอมรับว่าเป็นกระแสที่มาแรงจริงๆซึ่งก็
เห็นได้จากสถิติจำนวนรถป้ายแดงที่ออกมาใหม่ ผมเลยอยากลองมาคิดวิเคราะห์เล่นๆว่ามันจะมีผลกระทบต่อเศษฐกิจและการลงทุนอย่างไรบ้างใน 1-3 ปีข้างหน้า วิเคราะห์กันแบบขำๆนะครับ :)

ข้อแรก...มาม่าน่าจะขายดีในอนาคตอันใกล้ ถ้าลองคิดถึงนิสัยการใช้เงินของคนส่วนใหญ่แล้วผมว่าข้อนี้ไม่น่าแปลกใจเลย ด้วยความ "อยาก" หลายคนใช้เงิน 100% ของที่มี (และอีกหลายคนใช้มากกว่า 100% ด้วยซ้ำ) ถ้าตามภาษานักลงทุนต้องเรียกว่าไม่มี margin of safety เลย ถ้าคิดว่าตัวเองมีกำลังผ่อนได้เดือนละ 10,000 บาทจะซื้อรถที่ต้องผ่อน 10,000-13,000 บาท โดยคิด(ฝัน)เอาเองว่าเดี๋ยวค่อยไปประหยัดตรงนั้นตรงนี้เอาหรือเดี๋ยวค่อยหาเงินเพิ่มจากตรงนู้น นี่ยังไม่นับว่าถ้าเกิดมีเหตุฉุกเฉินต้องใช้เงินอย่างไม่สบายหรือตกงานอีกนะครับ ปรกติก็ใช้เงิน to the max อยู่แล้วนี่ยิ่งมีการกระตุ้นว่า "ถ้าไม่รีบซื้อปีนี้ไม่ได้ลดราคาแล้วนะ" ผมจึงคิดว่าสุขภาพการเงินของหลายๆคนที่ใช้สิทธิ์ไปไม่น่าจะสู้ดีนัก เรียกว่าต้องผ่อนกันแบบหืดขึ้นคอเลยทีเดียว

ด้วยเหตุผลเดียวกันกับข้างบน บริษัทที่ทำเรื่องสินเชื่อรถอาจต้องระวัง เพราะจำนวนหนี้ศูนย์อาจจะสูงขึ้นกว่าปรกติ นอกจากนี้เนื่องจากคนขยับมาซื้อรถในปี 2012 เป็นจำนวนมาก demand สินเชื่อเพื่อซื้อรถใหม่ในปีต่อๆไปอาจลดลงพอสมควร

บ้านและรถเป็นทรัพย์สินที่คนที่พึ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัวต้องการ คนที่ใช้สิทธิ์รถคันแรกส่วนใหญ่ผมเชื่อว่าจัดอยู่ในกลุ่มคนพึ่งเริ่มทำงานที่ยังไม่มีทั้งบ้านทั้งรถ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้เช่าบ้านอยู่ก็ยังอยู่กับคุณพ่อหรือคุณแม่ ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้ไม่มีกำลังพอที่จะดาวน์ทั้งบ้านและรถในเวลาใกล้ๆกัน ส่วนใหญ่ก็คงเลือกที่จะซื้อรถก่อนเพื่อที่จะให้ได้สิทธิ์ เพราะฉะนั้นอาจจะทำให้มีผลกระทบกับ demand สำหรับบ้านหรือ Condo ราคาถูกที่เน้นกลุ่มลูกค้าบ้านหลังแรกได้ในอนาคตอันใกล้

คนใช้ทางด่วนกันมากขึ้น นอกจากฐานลูกค้า (จำนวนรถบนท้องถนน) จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้ว รถที่เพิ่มขึ้นก็น่าจะทำให้รถติดมากขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นสัดส่วนของคนที่ยอมจ่ายเงินเพื่อใช้ทางด่วนก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วย

จำนวนคนฟังวิทยุน่าจะเพิ่มขึ้น สิ่งแรกที่ทุกคนทำเมื่อขึ้นรถมีสองอย่างก็คือเปิดแอร์กับเปิดวิทยุ ช่วงเวลา rush hour ตอนเช้ากับตอนเย็นจึงถือว่าเป็นช่วง prime time เลยทีเดียว ยิ่งตอนนี้รถน่าจะติดมากขึ้นทำให้นอกจากคนจะฟังวิทยุกันมากขึ้นแล้วยังต้องฟังนานขึ้นอีกด้วย แหม่ได้สองต่อจริงๆ

ที่ผมคิดได้คร่าวๆตอนนี้มีแค่นี้ครับ คนอื่นคิดยังไงกันบ้างเอามาแชร์กันได้เลยนะครับ

Saturday, October 13, 2012

ซื้อหุ้นนักร้องต้องติดตามผลงาน

ทุกคนอาจสงสัยว่า "หุ้นนักร้อง" นั้นคืออะไร เป็นบริษัทเพลงเหรอ? จริงๆแล้วมันเป็นแค่ชื่อที่ผมใช้เรียกเล่นๆสำหรับบริษัทที่ผมรู้สึกว่าวงจรของธุรกิจนั้นคล้ายกับวงจรชีวิตของนักร้องหรือวงดนตรีมาก โดยรายได้ของบริษัทที่ว่าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ product ที่ต้องออกมาใหม่เรื่อยๆอย่างมาก

ถ้าเราลองดูอาชีพของนักร้องจะเห็นได้ว่าความดังและยอดขายนั้นขึ้นอยู่กับเพลงที่ออกมา โดยที่นักร้องต้องคอยออกเพลงใหม่ๆมาตลอด โดยเพลงที่ออกมาน่าจะแบ่งออกได้เป็นสามแบบ

1. อย่างแรกคือเพลงที่ hit สุดๆ ทำให้นักร้องดังระเบิด ขายดีแบบรายได้พุ่งกระฉูด เปิดวิทยุช่องไหนก็ได้ยินแต่เพลงนี้

2. แบบที่สองเป็น filler เพลงที่เพราะใช้ได้หรืออาจจะไม่แปลกใหม่จากเพลงก่อนๆเท่าไหร่ แต่ที่ขายดีใช้ได้ก็เพราะอาศัยความดังจากเพลงแรก เพลงแบบนี้พอทำให้นักร้องอยู่ในกระแสต่อไปได้จนกว่าจะทำเพลง hit อันต่อไปได้ แต่ถ้ายิ่งออกแต่ filler ติดต่อกันมากเท่าไหร่ความดังและยอดขายก็จะลดลงเรื่อยๆจนหายดังไปในที่สุด

3. แบบสุดท้ายพูดง่ายๆก็คือเพลงแป้กไม่มีใครชอบเลย แน่นอนอันนี้ย่อมมีผลกระทบกับยอดขายและความดังอย่างมาก ถ้าออกมาตอนยังดังมากอยู่ก็อาจจะพอแก้ใขได้โดยการรีบออกเพลงที่ดีกว่านี้ตามมา แต่ถ้าออกเพลงแป้กมาสองอันติดกันก็อาจจะเปลี่ยนจากดังสุดๆเป็นไม่มีใครรู้จักเลยได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน

ผมคิดว่าถ้าจะลองยกตัวอย่าง Apple ถือได้ว่าเป็นบริษัทหนึ่งที่อยู่ในประเภทนี้ ยอดขายและรายได้หลักของ Apple นั้นขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ Product ที่ต้องออก Product ที่ดีออกมาเรื่อยๆ เพราะสินค้าแต่ละอย่างของ Apple นั้นแทบจะทั้งหมดเป็นแบบซื้อครั้งเดียวแล้วจบกัน ครั้งต่อไปที่คนจะซื้อนั้นก็คงเป็นตอนที่เขาต้องการจะ upgrade ซึ่งตอนนั้นเขาก็สามารถเลือกใหม่ได้ว่าของๆบริษัทไหนดีที่สุด แน่นอนการที่ Apple เคยออก Product ดีมากๆในอดีตมาย่อมสร้างใบบุญให้คนมีโอกาสเลือกสินค้าของเขามากขึ้น แต่มันก็มี limit ของมันอยู่

ในความรู้สึกผมการกลับมายิ่งใหญ่ของ Apple ในรอบสิบปีหลังเขาได้ออกเพลง hit มาสองเพลง อันแรกก็คือ iPod และอันที่สองก็คือ iPhone ทั้งสองล้วนเป็น Product ที่ตอนออกมานั้นต้องนับว่าเป็น game changer จริงๆ เรียกได้ว่าถ้าคุณต้องการ mp3 player หรือ โทรศัพท์แบบนี้คุณก็ไม่มีตัวเลือกอื่นเลย แน่นอนมันจึงทำให้ยอดขายและรายได้ของ Apple เพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาอันรวดเร็วตอนที่สินค้าสองตัวนี้ออกมา

แน่นอนหลังจากสินค้าสองตัวนี้ออกมา Apple ก็ได้ออก version ใหม่มาเรื่อยๆโดยค่อยๆ upgrade ความสามารถและ design ทีละน้อย สำหรับผมแล้ว version ใหม่ๆเหล่านี้เปรียบเป็นแค่เพียงเพลง filler เท่านั้น ที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่หรือดีขึ้นมากแต่ก็ขายได้เพราะ Concept ของมันวางมาดีตั้งแต่ตอนมันออกมาครั้งแรกแล้ว แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่คู่แข่งต่างๆก็ยิ่งทำ Product ที่ดีใกล้เคียงกับของ Apple ได้มากขึ้น และไม่ช้าก็เร็วถ้า Apple ยังไม่มี Game Changer อันใหม่ของตัวเองออกมาคนอื่นก็ต้องมี Game Changer ของเขา ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นยอดขายที่เราเห็นว่าเยอะอยู่ตอนนี้อาจหายไปได้เกือบทั้งหมดในเวลาอันรวดเร็ว

จริงๆผมรู้สึกว่าการลงทุนในบริษัทที่ชีวิตแขวนอยู่บนความสำเร็จของ Product Line เดียวหรือสองสาม Line นั้นก็เป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง ข้อดีก็คือเราอาจจะมองภาพว่ากิจการจะดีหรือไม่ดีได้ง่ายหน่อย เราแค่เทียบสินค้าหลักของบริษัทนั้นแล้วเทียบกับคู่แข่งในตลาดซึ่งมันเป็นอะไรที่ทุกคนน่าจะทำได้ไม่ยาก ถ้าเรารู้สึกว่า Product ของบริษัทนี้มันดีกว่าของคนอื่นๆมากๆ ราคาก็สมเหตุสมผล ทุกคนที่เรารู้จักซื้อมาใช้หรืออยากได้หมดเลย เราก็น่าจะรู้แล้วหล่ะว่าอนาคตบริษัทนี้น่าจะสดใส

ข้อเสียก็คือเราอาจจะต้องคอยติดตามและคอยลุ้นทุกๆครั้งที่บริษัทเราหรือคู่แข่งทำ Product อันใหม่ออกมาว่ามันจะดีหรือไม่ดี แต่ที่ผมมั่นใจอย่างหนึ่งเลยก็คือไม่มีใครทำเพลง hit ออกมาได้ตลอดหรอก ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมีเพลงที่ไม่ติดตลาด

เวลาพูดถึง Apple และผลกระทบจากการจากไปของ Steve Jobs คนส่วนใหญ่จะถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรกจะบอกว่า Steve ไม่อยู่แล้ว Apple แย่แน่เพราะจะขาดคนที่มีวิสัยทัศน์ในการทำ Product ใหม่ออกมา อีกฝ่ายคิดว่าไม่น่าจะมีผลมากเพราะยังมีคนที่มีวิสัยทัศน์เหลืออยู่ใน Apple อีกเยอะ แต่ผมกลับคิดอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่าการจากไปของ Steve Jobs ไม่มีผลมากเท่าไหร่เพราะต่อให้เขาอยู่ก็ไม่มีทางที่ Apple จะสามารถทำ Product ที่เป็น Game Changer ออกมาได้เรื่อยๆหรอก ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องมี Product ใหม่หรือรุ่นใหม่ที่ไม่โดนใจผู้บริโภคหรือไม่ก็ต้องมีบริษัทอื่นที่ทำ Product Line ใหม่อะไรซักอย่างออกมาที่ทำให้สินค้าหลักของ Apple ดูด้อยไป และแน่นอนเมื่อนั้นรายได้ของ Apple ต้องได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักยิ่งถ้า Apple ยังพึ่งพา Product แค่หนึ่งหรือสองตัวอยู่ เมื่อถึงตอนนั้นนักลงทุนคงต้องตัดสินใจว่าจะถอนหุ้นออกมาก่อน หรือถือต่อไปเพราะเชื่อว่าบริษัทจะสามารถแก้เกมส์ได้ แต่ถ้าดูจากอดีตแล้วจะพบว่าหลายๆบริษัทที่เจออย่างนี้ไม่สามารถกลับมาได้หรือกว่าจะกลับมาได้ก็ใช้เวลาค่อนข้างนานมากๆเลยทีเดียวอย่างที่ Apple เองก็เคยเจอมาแล้ว





Friday, September 21, 2012

เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่เราลงทุนเป็นเจ้าของหุ้นในหลายบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกัน ควรระวังเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความหัดแย้งทางผลประโยชน์

ปรกติเวลาที่เราลงทุนในหุ้นของบริษัทหนึ่ง เราก็ย่อมเชื่อว่าบรรดาเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนั้นก็ต้องอยากให้กิจการดีและสร้างกำไรได้มากอย่างมั่นคงเพราะก็น่าจะดีกับทั้งเขาและเรา แต่ปัจจุบันความเป็นเจ้าของในหลายๆบริษัทค่อนข้างซับซ้อน บางกิจการได้มีการซอยย่อยออกมาเป็นหลายๆบริษัท บางบริษัทก็มีการตั้งบริษัทลูกออกมามากมาย บางอันอยู่ในตลาดบางอันก็ไม่ได้อยู่ และการถือหุ้นในแต่ละบริษัทบางทีก็สลับกันไปมา แล้วยิ่งหลายๆกิจการมีการทำธุรกิจร่วมกันหรือเกี่ยวข้องกันด้วยบางครั้งผลดำเนินการของบริษัทใดบริษัทหนึ่งที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นเจ้าของอาจไม่สำคัญเท่ากับผลกำไรโดยรวมของเขา

ผมขอยกตัวอย่างมาบริษัทนึงที่ผมมีหุ้นอยู่(ตอนเขียนบทความนี้)แล้วกันนะครับ ซึ่งมีชื่อว่า CSC หรือ ฝาจีบ จำกัด ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเขาทำฝาจีบที่ใช้กับขวดน้ำอัดลมขวดเบียร์ แล้วก็เริ่มทำฝาอย่างอื่นที่ใช้กับขวดน้ำดื่มต่างๆด้วย เหตุผลคร่าวๆที่ผมลงทุนในบริษัทนี้ก็เพราะว่าจริงๆแล้วเมื่อปีที่แล้วผมสนใจธุรกิจที่เกี่ยวกับน้ำดื่มต่างๆเพราะผมเองก็ชอบดื่มอยู่บ่อยๆ หลังจากที่ดูธุรกิจขายน้ำต่างๆแล้ว ก็เลยเริ่มดูธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งแน่นอนถ้าน้ำต่างๆขายดีฝาขวดน้ำก็น่าจะขายดีด้วย ก็เลยรู้สึกว่าตัวนี้น่าสนใจ


ถ้าลองเปิดดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่จะพบว่ามี

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด 7.57%

บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด 7.25%

บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) 2.03%

บริษัท กรีนสปอต จำกัด 1.92%


พอเห็นว่ามีบริษัทขายน้ำถึงสี่ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ ความคิดแรกของผมเลยก็คืออันนี้น่าจะเป็นข้อดีเพราว่ายังไงสี่บริษัทนี้ก็น่าจะมาซื้อฝาจากบริษัทฝาจีบ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ผมตัดสินใจลงทุน

แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่งก็อาจเป็นข้อเสียได้เหมือนกัน เพราะถ้าจะพูดกันจริงๆแล้วถ้าผมเป็นสี่บริษัทนี้ก็คงอยากให้ฝาจีบขายฝาให้ในราคาที่ถูกที่สุดจะเท่าทุนหรือขาดทุนยังได้เลยด้วยซ้ำ

กรณีที่ 1

สมมุติต้นทุนทำฝาหนึ่งฝาเท่ากับ 1 บาท ขายให้กับ ไทยน้ำทิพย์ ที่ราคา 2 บาท ฝาจีบได้กำไร 1 บาท

ไทยน้ำทิพย์มีต้นทุนน้ำหนึ่งขวด 4 บาท บวกกับค่าฝาอีก 2 บาท ขายน้ำราคา 10 บาท ไทยน้ำทิพย์ได้กำไร 4 บาท

แต่เนื่องจากไทยน้ำทิพย์มีหุ้นฝาจีบอยู่ 7.25% จึงได้ส่วนแบ่งกำไรมาด้วย 0.0725 บาท รวมเป็น 4.0725 บาท

กรณีที่ 2

สมมุติต้นทุนทำฝาหนึ่งฝาเท่ากับ 1 บาท เหมือนเดิม แต่ขายให้กับไทยน้ำทิพย์ ที่ราคาเท่าทุนที่ 1 บาท

ไทยน้ำทิพย์มีต้นทุนน้ำหนึ่งขวด 4 บาท บวกกับค่าฝาที่เหลือ 1 บาท ขายน้ำราคา 10 บาท ไทยน้ำทิพย์ได้กำไรเพิ่มขึ้นเป็น 5 บาท

จะเห็นได้ว่าในกรณีที่ 2 ฝาจีบได้กำไรน้อยลงแต่ไทยน้ำทิพย์ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ได้กำไรมากขึ้น สึ่งกรณีนี้จะเหมือนกันสำหรับทั้ง 4 บริษัท ถ้ามองในแง่ร้ายสุดๆสี่บริษัทนี้อาจใช้บริษัทฝาจีบเป็นแค่โรงงานผลิตฝาราคาถูก แทนที่แต่ละบริษัทต้องลงทุนสร้างโรงงานเองก็แค่เข้ามาลงทุนในบริษัทคนละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆว่าผลประโยชน์ของผู้ลงทุนในหุ้นฝาจีบกับของสี่ผู้ถือหุ้นใหญ่นั้นสวนทางกัน ถึงแม้โดยรวมสี่บริษัทนี้จะมีหุ้นรวมกันแค่ 18.77% และผู้ถือหุ้นคนอื่นคงไม่ยอมให้ฝาจีบขายสินค้าให้โดยไม่ได้กำไร แต่ผมซึ่งเป็นนักลงทุนก็ไม่สบายใจนักกับความขัดแย้งทางผลประโยชน์แบบนี้ และถึงอย่างน้อยผมว่าสี่บริษัทนี้ก็คงต้องได้ซื้อฝาในราคาที่ถูกเพราะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ย่อมรู้ข้อมูลต้นทุนอะไรทุกอย่าง


อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งว่าทำไมการดูรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่เราจะลงทุนและดูว่าเขามีหุ้นในกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของเราถึงสำคัญ แต่ต้องขอบอกว่าในหลายๆกรณีอาจซับซ้อนและดูความเกี่ยวข้องต่างๆยากกว่านี้มาก


Friday, August 3, 2012

หุ้น malee แพงไปรึเปล่า ยังซื้อได้ไหม

ผมเชื่อว่าหลายๆคนต้องรู้จัก เคยได้ยินชื่อ หรือเคย day trade หุ้น malee กันมาบ้างแล้ว ยิ่งตอนที่หุ้นได้กลับเข้าตลาดใหม่ๆเมื่อปีที่แล้ว เพราะราคานั้นผันผวนชนิดที่ว่าล่อตาล่อใจแบบสุดๆ แต่สำหรับคนที่คิดจะซื้อถือยาวเพื่อลงทุนนั้น ถึงแม้ตอนนั้น p/e จะอยู่ที่แค่ 1-3 เท่า ที่ราคา 10 บาทกว่าๆก็คงมีหลายเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนไม่กล้าซื้อ

1. ที่กลับมากำไรได้เป็นเพียงแค่ระยะสั้นรึเปล่าเดี๋ยวอาจจะกลับไปขาดทุนอีก
2. หนี้ตั้งพันกว่าล้านบาทเมื่อไหร่จะใช้หมด
3. ราคาและ volume ที่ผันผวดขนาดนี้เหมือนมีคนเข้ามาปั่นเลย ซึ่ง VI ส่วนใหญ่จะไม่ชอบจุดนี้เป็นอย่างมาก

ผมเองก็ได้รู้จักกับ malee ตอนที่พึ่งกลับเข้าตลาดได้สองวันเท่านั้นเอง ที่รู้จักไม่ใช่เพราะได้ข่าวว่าเขาพึ่งกลับเข้าตลาดนะครับ แต่เป็นเพราะว่าตอนนั้นกำลังอยากเป็นเจ้าของบริษัทที่ผลิตอาหารเครื่องดื่มที่คนบริโภคกันอยู่ทุกวัน เป็นที่รู้จักและมี brand ที่แข็งแรง และผมก็ได้เห็นได้สัมผัสสินค้าอยู่ทุกวัน สินค้าแรกๆที่คิดถึงเลยก็มี Coke Pepsi มาม่า

แต่ด้วยหลายๆเหตุผลไม่มีตัวไหนที่ "โดน" จนชนิดที่ว่าผมพร้อมที่จะหยุด อาจจะซื้อไว้บ้างแต่ก็ไม่ได้มาก หลังจากดูสามตัวนี้ผมก็เลยเริ่มขยายวงค้นหาเพิ่มขึ้น ผมจำได้ว่าหลายๆครั้งที่ผมจะดื่มน้ำผลไม้ผมมักจะซื้อของ malee เสมอเพราะผมว่า packaging เข้าใจง่ายเตะตาและให้อารมณ์น้ำผลไม้ดี ถ้าเป็นน้ำส้มกล่องก็จะมีรูปส้มอยู่เต็มกล่อง ถ้าเป็นน้ำองุ่นก็จะมีรูปองุ่นอยู่เต็มกล่อง แต่ถ้าเป็นยี้ห้ออื่นกล่องเขาจะเป็นพื้นขาวแล้วก็มีรูปผลไม้ไม่ใหญ่มากมันไม่น่าหยิบเท่าไหร่

จุดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเริ่มสนใจหุ้น malee และผมก็แปลกใจมากเมื่อทราบว่ามาลีพึ่งได้กลับเข้าตลาดมาได้ไม่นานเพราะธุรกิจมีปัญหา ทั้งๆที่ผมก็รู้จักกับ brand นี้มานานและก็รู้สึกว่าถ้าพูดถึงน้ำผลไม้ชื่อนี้น่าจะเป็นชื่อแรกๆที่คนส่วนใหญ่นึกถึง

พูดมาตั้งนานยังไม่ได้เข้าเรื่องสะทีว่าราคาตอนนี้ซื้อได้ไหม :p ผมว่าสิ่งแรกที่เราควรจะทำเลยถ้าตอนนี้ยังไม่มีหุ้น malee แล้วสนใจจะซื้อคือต้องลืมราคาในอดีตก่อนเพราะการที่เรามองว่าราคาเขาขึ้นมาจาก 10 เป็น 90 ตอนนี้จะทำให้เราตัดสินใจด้วยอารมณ์ไม่ใช่เหตุผล บางคนอาจจะเสียดายที่มองหุ้นมานานแต่ไม่ได้ซื้อสักทีตอนนี้เลยอาจจะอยากรีบซื้อเยอะๆเพราะเสียดายกำไรที่ผ่านมา บางคนอาจจะมองว่าขึ้นมาเยอะขนาดนี้ราคาต้องแพงมากแน่เลยไม่กล้าซื้อ

ถ้าดูที่ราคาหุ้น 91.25 บาทตอนนี้ราคาบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท ถ้าประเมินกำไรแบบต่ำๆปีนี้ที่ 400 ล้านบาท P/E ก็จะอยู่ที่ 15 ซึ่งก็ยังถือว่าไม่แพงแต่ก็ไม่ถูก(แต่ก็ไม่เลวเลยถ้าเทียบกับตลาดตอนนี้) แต่ถ้ากำไรซัก 500 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า P/E จะอยู่ที่ 12 ซึ่งถือว่าดีเลยทีเดียวในสภาพตลาดตอนนี้ หรือถ้าจะกำไรมากกว่านั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ P/E ก็จะยิ่งต่ำลงไปอีก

ส่วนเรื่องหนี้สินที่เคยดูเหมือนว่าจะเยอะมากด้วยกิจการที่พื้นตัวขึ้นมาทำให้หนี้ตรงนี้ดูเหมือนบริษัทจะจัดการได้ไม่ยากเกินไป บวกกับราคาหุ้นเมื่อก่อนที่ต่ำกว่านี้มากเลยอาจจะดูหลอกตาไปบ้างว่าบริษัทนี้มีหนี้มากกว่า market cap หลายเท่า

สำหรับคนที่เป็นห่วงว่าจะไม่ได้ปันผลไปอีกนานเพราะต้องเอาเงินไปใช้หนี้หมด ถ้าดูจากกิจการตอนนี้ที่มั่นคงขึ้นผมว่าเจ้าหนี้คงยังไม่อยากได้เงินก้อนใหญ่ๆคืนแต่คงจะอยากให้ malee ค่อยๆผ่อนคืนและได้กินดอกเบี้ยมากกว่าเพราะตอนนี้ถ้าเอาเงินก้อนไปก็คงไม่ง่ายที่จะเอาไปลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ได้ดอกเท่านี้

ถ้าดูตอนนี้สิ่งที่น่ากลังสำหรับผมก็คงจะเป็น

1. ภาพเศรษฐกิจโดยรวมที่ถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมา หรือสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับธุรกิจของมาลี margin of safty ของราคาตรงนี้ถือว่ามีไม่มาก
2. รายได้ของมาลีบางส่วนในตอนนี้มาจากการรับผลิตให้ brand อื่น ซึ่งถ้าในอนาคตเขาเปลี่ยนไปใช้เจ้าอื่นหรือผลิตเองก็อาจจะมีผลกระทบกับรายได้

โดยรวมแล้วถ้าจะให้ผมซื้อหุ้น malee ตอนนี้ผมคงจะซื้อแค่ 35-40% ของงบที่ตั้งไว้ ใจจริงก็อยากจะซื้อมากกว่านี้แต่ใจไม่ถึง :p






Friday, July 20, 2012

Price To Book Ratio P/BV คืออะไร สำคัญยังไง

ถ้าคุณลงทุนในหุ้นคงจะเคยเห็นตัวเลขนี้ผ่านตามาบ้างเวลาดูข้อมูลของหุ้นตัวต่างๆ แต่อาจจะมีความรู้สึกว่า P/BV นั้นเป็นเหมือนลูกเมียน้อยเพราะคนส่วนใหญ่จะพูดถึงตัวเลขอีกตัวที่ชื่อคล้ายๆกันหรือ P/E นั่นเอง

แล้ว Price To Book Ratio คืออะไรล่ะ? มันก็คือราคาของบริษัทตอนนี้(คำนวนจากราคาหุ้น) เทียบกับมูลค่าทรัพย์สินของบริษัททั้งหมด (หลังจากหักหนี้แล้ว) หรือพูดง่ายๆก็คือถ้าปิดบริษัทลงตอนนี้แล้วขายของๆบริษัททั้งหมดจะได้เงินมาเท่าไหร่

สมมุติว่ามีบริษัทหนึ่งมีตึกและที่ดินมูลค่า 1,000 บาท มีเงินสดอยู่ 100 บาท และมีหนี้อยู่ 600 บาท

ถ้าปิดลงตอนนี้แล้วขายตึกก็จะได้เงิน 1,000 บาท บวกกับเงินสดที่มีอยู่ 100 บาท รวมเป็น 1,100 บาท

แต่ต้องไปจ่ายหนี้ 600 บาท ก็จะเหลือเงิน 500 บาท

เพราะฉะนั้น Book Value ของบริษัทนี้จะเท่ากับ (1000 + 100) - 600 = 500 บาท

ทีนี้สมมุติว่าบริษัทนี้มีหุ้นอยู่ทั้งหมด 100 หุ้น ราคาตอนนี้อยู่ที่หุ้นละ 10 บาท ถ้าเราจะซื้อทั้งบริษัทเราต้องใช้เงิน 100 *10 = 1000 บาท

เพราะฉะนั้น P/BV ก็เท่ากับ

ราคาของบริษัทตอนนี้ หารด้วย สินทรัพย์ของบริษัท = 1000/500 = 2

P/BV = 2


ถ้าดูจากสูตรนี้จะเห็นว่ายิ่ง P/BV ต่ำก็ยิ่งดี เพราะเหมือนกับว่าเราได้ซื้อของถูก สมมุติถ้า P/BV = 0.5 ก็เท่ากับเราจ่ายแค่ครึ่งราคาสำหรับสินทรัพย์ของบริษัทเลยนะเนี่ย สุดยอด 50% SALE!!!

แต่ในความเป็นจริงแล้ว BV หรือ Book Value นั้น เป็นเหมือนมูลค่าที่ไม่ได้เอาออกมาใช้จริงในการดำเนินธุรกิรปรกติ และคงเป็นเหตุผลที่ทำไมคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับ P/E มากกว่า



ถ้าจะให้เห็นภาพลองนึกถึงห้างกลางเมืองที่ตั้งมานาน อย่างเวลาคุณเดินแถวสีลมหรือเจริญกรุงอาจจะเห็นบางห้างที่เปิดมานาน ที่ดินกลางเมืองที่ห้างตั้งอยู่นั้นตอนนี้อาจมีราคาหลายพันหรือหมื่นล้านบาท แต่ตัวห้างตอนนี้ดูโทรมและกิจการอาจจะไม่ค่อยดีนัก กำไรปีนึงอาจจะอยู่แค่หลักสิบล้านบาท

สมมุติว่าที่ดินมีมูลค่า 5,000 ล้านบาท และบริษัททำกำไรได้ปีละ 100 ล้านบาท ทุกปีโดยที่กำไรไม่มีแนวโน้มว่าจะโตขึ้น

ถ้าห้างนี้เป็นบริษัทหนึ่งที่มีหุ้นซื้อขายกันอยู่ก็ไม่แปลกถ้า P/BV จะต่ำกว่า 1 เพราะถ้า P/BV เท่ากับ 1 นั่นก็หมายความว่าราคาหุ้นทั้งหมดของห้างต้องเท่ากับ 5,000 ล้านบาท แต่นักลงทุนจะยอมจ่ายถึง 5,000 ล้านบาทเพื่อกำไรเพียงแค่ 100 ล้านบาทต่อปีหรือ? ต้องรอถึง 50 ปีเพื่อคืนทุน!!!

โดยส่วนใหญ่แล้วมูลค่าทางบัญชีหรือ Book Value นั้นไม่ว่าจะเป็นที่ดินที่บริษัทตั้งอยู่ หรือ ที่ดินเปล่าที่บริษัทมี หรือเงินสดที่เก็บสะสมไว้ ตราบใดที่บริษัทไม่ได้ขายออกไปแล้วเอาออกมาแบ่งให้กับผู้ถือหุ้นมันก็จะจมอยู่อย่างนั้น โดยที่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเมื่อไหร่ อาจจะเป็น 5 10 20 50 ปีก็ได้ และอีกอย่างนึงที่ต้องไม่ลืมคือราคาประเมินสินทรัพย์ต่างๆอย่างที่ดิน หรือโดยเฉพาะเครื่องจักรเครื่องมือต่างๆนั้นเวลาที่จะเอาไปขายจริงๆราคาอาจจะไม่ได้อย่างที่ประเมินเอาไว้


แล้ว P/BV มีประโยชน์อะไร

ในบางครั้งนักลงทุนบางคนอาจไม่ได้หวังผลตอบแทนจากกำไรของธุรกิจในบริษัทที่เขากำลังจะไปลงทุน แต่เขาคาดว่า Book Value ของบริษัทนั้นกำลังจะได้ถูกนำออกมาใช้

เอาตัวอย่างห้างที่พูดกันมาแล้ว สมมุติว่าหุ้นทั้งหมดของห้างนั้นขายอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท เท่ากับว่า P/BV = 2500/5000 = 0.5

นักลงทุนอาจจะคิดว่าบริษัทกำลังจะปิดห้างแล้วขายที่ๆมีค่าถึง 5,000 ล้านบาทออกไป หรือที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าก็คือมีอีกบริษัทนึงเข้ามา takeover เพราะเขาก็เห็นอยู่ว่าถ้าซื้อมาเสร็จแล้วปิดห้างและขายที่เขาก็จะได้กำไร ซึ่งโดยปรกติบริษัทที่เข้ามา takeover ก็จะให้ราคาหุ้นสูงกว่าที่อยู่ในกระดานประมาณนึง อาจจะให้ 3,500 ล้านบาทซึ่งนักลงทุนก็จะได้กำไรถ้าเข้ามาซื้อหุ้นรอไว้ก่อน


P/BV สูงๆจะไม่ดีรึเปล่า?

ข้อดีอย่างนึงของการมี P/BV ต่ำๆก็คือความ "อุ่นใจ" คือถ้าธุรกิจดูจะไปไม่ค่อยรอดอย่างน้อยบริษัทก็ยังมีสินทรัพย์ที่มีค่าเหลืออยู่ พูดง่ายๆคือเราอาจจะไม่เจ๊งมาก (ซึ่งจริงๆแล้วถ้าธุรกิจขาดทุนอยู่ ไม่นานหนี้สินที่ก่อขึ้นก็อาจกลืนทรัพย์สินที่มีอยู่ได้)

แต่บริษัทที่มี P/BV สูงๆก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นบริษัทที่ราคาหุ้น "แพง" เพราะบางธุรกิจสามารถสร้างกำไรสูงจากสินทรัพย์น้อยๆได้

อย่างธุรกิจการทำ website หลายๆอันใช้สินทรัพย์น้อยมาก อย่างหลายๆ website เล็กๆใช้แค่ computer ไม่กี่เครื่องราคารวมกันไม่ถึง 100,000 บาท แต่ปีๆนึง website ของเขาทำกำไรได้เป็นหลัก 1,000,000 บาท

สมมุติว่าเขาเป็นบริษัทที่มีหุ้นทั้งหมดขายอยู่ที่ 500,000 บาท

P/BV = 500000/100000 = 5 จะถือว่าแพงไหม?

ลงทุนแค่ 500,000 บาท แต่ได้กำไรปีนึง 1,000,000 บาท ผมว่าไม่แพงนะ

ถ้าจะให้ผมลงทุนในห้างที่ P/BV = 1 แต่ต้องรอหลายสิบปีกว่าจะคืนทุน กับลงทุนใน website ที่ P/BV = 5 แต่ปีนึงได้เงินคืนสองเท่า ผมขอ P/BV = 5 ดีกว่า

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคนดูจะให้ความสำคัญกับตัว P/E มากกว่า







Friday, July 13, 2012

ซื้อหุ้นอะไรดีระหว่าง ADVANC กับ DTAC กับ TRUE

มีคนที่ผมรู้จักหลายคนสนใจที่จะลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารเพราะคิดว่า mobile นั้นคืออนาคต ซึ่งผมก็เห็นด้วยว่าการใช้ mobile technology ในการทำสิ่งต่างๆนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแล้วก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มต่อไปอีก แต่คำถามที่มักจะมีตามมาก็คือ "แล้วจะซื้อหุ้นตัวไหนหล่ะ"

สัญชาตญาณแรกของผมเลยก็คือซื้อหุ้น ADVANC น่าจะดีที่สุดเพราะตอนนี้เป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจ มีแบรนด์ที่เข็งแกร่งที่สุด มีเครื่อข่ายที่(ในความคิดของหลายๆคน)ดีที่สุด ซึ่งถ้าธุรกิจสื่อสารเติบโตได้ดีจริงๆเงินลงทุนของเราก็น่าจะได้ผลตอบแทนที่ดี แต่เมื่อมาคิดดูดีๆผมว่าเราก็ยังไม่ควรที่จะตัดอีกสองตัวที่เหลือออกไปซะทีเดียว

ที่เขาว่ายิ่งเสี่ยงมากยิ่งได้มากนั้นอาจใช้ได้ในครั้งนี้ การเติบโตของธุรกิจสื่อสารตอนนี้ทำได้หลายทาง 

ทางแรกเลยก็คือการที่ลูกค้าต้องการใช้ data มากขึ้นและเริ่มย้ายกันมาใช้ smart phone ซึ่งตอนนี้ก็มีสัดส่วนที่เปลี่ยนมาใช้เยอะพอสมควรแล้วอาจจะโตอีกได้แค่ประมาณหนึ่งและอันนี้ก็เป็นปัจจัยบวกที่ทั้งสามค่ายน่าจะได้รับพอๆกัน

ยิ่งคนใช้มือถือเพื่อเป็นการรับรู้ข่าวสารและข้อมูลต่างๆรวมถึงการใช้ application ในการทำสิ่งต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสามบริษัทจะสามารถใช้จุดนี้ยกตัวเองขึ้นไปให้เป็นมากกว่าเพียง "ผู้ให้บริการเครือข่าย" มาเป็นบริษัท consumer products หรือ media company ซึ่งตรงนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะทำออกมายังไงหรือว่าจะมีใครทำได้รึเปล่า แต่ทั้งสามบริษัทก็มีโอกาสเท่าๆกัน

แต่อันนึงเลยที่จะทำให้ทั้งสามบริษัทโตได้อย่างมากก็คือการเพิ่ม Market Share ซึ่งต้องบอกว่าทั้งสามบริษัทมีโอกาสไม่เท่ากัน เนื่องจาก ADVANCE เป็นเบอร์หนึ่งอยู่แล้วและมี Market Share ที่ค่อนข้างสูงการขยายจึงเป็นไปได้ค่อนข้างจำกัดต่างจาก DTAC และโดยเฉพาะ TRUE ที่ยังสามารถขยายได้อีกมากซึ่งถ้าวันดีคืนดีสองบริษัทนี้สามารถตีตลาดได้ละก็ธุรกิจของเขาก็มีโอกาสที่จะขยายได้อย่างมาก ยิ่งเดี๋ยวนี้การเปลี่ยนเครื่อข่ายทำได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมากและยังเก็บเบอร์เดิมไว้ได้ด้วย

โดยส่วนตัวแล้วถ้าจะให้ผมลงทุนผมคงจะซื้อทั้ง ADVANC และ DTAC ด้วยเงินที่เท่าๆกัน เพราะผมคิดว่าในความคิดของหลายๆคน ทั้งแบรนด์และเครือข่ายของ DTAC นั้นไม่ใด้เป็นรอง ADVANC อยู่มากเท่าไหร่ แต่สำหรับ TRUE นั้นถึงแม้ผลตอบแทนอาจจะได้มากถ้าทำสำเร็จแต่ตอนนี้ดูยังจะเสี่ยงเกินไป ถ้ารอให้เริ่มเห็นการ turnaround แล้วค่อยซื้อน่าจะดีกว่า เพราะตอนนี้ในความคิดของใครหลายๆคนเครือข่ายของ TRUE นั้นโดนบ่นจนทุกคนรู้สึกว่ามันแย่มากๆไปแล้ว ถึงแม้ตอนนี้มันอาจจะไม่ได้แย่เหมือนในอดีตก็ตาม

Wednesday, July 11, 2012

เงินซื้อความสุขไม่ได้ แต่ป้องกันความทุกข์ได้

ทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า เงินซื้อความสุขไม่ได้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยประมาณหนึ่งแต้ถ้าจะบอกว่าเงินไม่สามารถนำมาซึ่งความสุขได้ ผมคงจะไม่เห็นด้วยซะทีเดียว

จริงๆแล้วผมว่าเงินก็ซื้อความสุขได้นะครับ แค่ซื้อได้ไม่เยอะและเป็นความสุขระยะสั้นเท่านั้นเอง อย่างรถแพงๆ บ้านหรูๆการกินของดีๆหรือไปเที่ยวตามที่ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้แต่มันก็ไม่ได้รู้สึกสุขแบบสุดๆและไม่นานเราก็อาจเบื่อ คล้ายๆกับการเสพสิ่งเสพติดที่เมื่อหมดฤทธิ์ยาเราก็เหลือแต่ความว่างเปล่าและต้องคอยเสพยาอยู่เรื่อยๆเพื่อให้ได้รู้สึกดีอีกครั้งหนึ่ง

แต่สิ่งที่เงินทำได้ดีอย่างหนึ่งเลยคือการป้องกันเราจากความทุกข์ ทุกวันนี้อย่าว่าแต่ความสุขเลยครับแค่พยามหลีกหนีความทุกข์ในชีวิตประจำวันก็เหนื่อยแล้ว ไหนจะต้องรถติด ใช้ชีวิตอย่างเล่งรีบ เครียดกับเรื่องงาน กังวลกับเรื่องค่าเช่าบ้านค่าน้ำค่าไฟค่าผ่อนรถค่าเรียนลูกค่าอาหารค่า...

ซึ่งความทุกข์เหล่านี้เงินสามารถช่วยให้เราหลุดพ้นจากมันได้ และที่ผมคิดว่าเงินสามารถนำมาซึ่งความสุขนั้นไม่ใช่เพราะมันจะสามารถซื้อความสุขได้ แต่มันสามารถจะมอบอิสระให้เราไปตามหาความสุขที่เราต้องการได้

แต่กว่าเรา(ถ้าโชคดี)จะมีเงินพอที่จะเป็นอิสระ เราอาจลืมในจุดนี้ไปแล้วก็ได้ แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือพยามหาเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยความเคยชินและความเชื่อที่ว่ายิ่งมีเงินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น