Friday, December 9, 2011

ซื้อหุ้นง่ายกว่าเซ้งร้านก๋วยเตี๋ยว ใครก็ทำได้

ผมเชื่อว่าหลายคนต้องเคยมีความสนใจที่จะลงทุนในหุ้นอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อที่จะซื้อส่วนความเป็นเจ้าของในบริษัทใหญ่ๆสักบริษัทนึง แต่แค่พอคิดว่าจะเริ่มตรงไหนดีก็ท้อแล้ว ตัวย่อ PTT SCC CPF อะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด ไหนยังจะมี PE ROE EPS อะไรอีก เลิก เลิก เลิก
แต่ในทางกลับกันก็อาจเคยมีความคิดที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจเล็กๆ อย่างไปเซ้งร้านก๋วยเตี๋ยวหรือร้านกาแฟมาสักร้าน ซึ่งในความรู้สึกแล้วดูมันน่าจะซับซ้อนน้อยกว่ากันเยอะ ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรได้ง่ายกว่า แต่ผมอยากจะบอกว่าจริงๆแล้วถ้าคุณมีทักษะที่จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าร้านก๋วยเตี๋ยวหรือร้านกาแฟไหนน่าเซ้งหรือไม่น่าเซ้ง ทักษะที่ใช้ในการวิเคราะห์หุ้นนั้นก็ไม่ได้ต่างกัน เผลอๆการวิเคราะห์ว่าหุ้นไหนน่าซื้อไม่น่าซื้อจะง่ายกว่าด้วยซ้ำ


อย่างแรกเลยที่ทุกคนคงอยากจะรู้เวลาที่จะเข้าไปเซ้งธุรกิจและอาจจะคิดก็คือ ถ้าขายดีแล้วเขาจะเซ้งทำไม จากประสบการณ์ของผมเองและเชื่อว่าคนอื่นคงเคยเจอมาเหมือนกัน ถ้าถามกับผู้ให้เซ้ง 1% จะตอบว่า ไม่มีเวลาดูแลอีก 99% จะตอบว่า จะไปต่างประเทศ คนนู้นก็ไปต่างประเทศคนนี้ก็ไปต่างประเทศจนผมเริ่มสงสัยว่า เอประเทศไทยยังมีคนเหลืออยู่ได้ยังไงเนี่ยถ้าพูดกันจริงๆ 99.9% ของเหตุผลที่เซ้งก็น่าจะเป็นเพราะว่าร้านที่ทำอยู่ขายไม่ค่อยดีนั่นเอง เพราะฉะนั้นแค่เราเริ่มต้นจะไปเซ้งก็เหนื่อยแล้ว เพราะเราต้องไป Turn Around ธุรกิจอีก
ในทางกลับกันการที่บริษัทเข้ามาขายหุ้น (หรือส่วนความเป็นเจ้าของ) ในตลาดหลักทรัพย์ก็เพื่อการหาทุนไปขยายกิจการ งบดุลต่างๆก็ต้องถูกตรวจสอบ เพราะฉะนั้นโอกาสที่บริษัทจะเอาธุกิจที่กำลังไปไม่รอดมาขายก็จะน้อยกว่า(แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย) อีกอย่างเมื่อบริษัทขายหุ้นจำนวนที่ต้องการจะขายหมดแล้ว หุ้นที่เหลือนั้นก็จะเป็นการขายกันเองระหว่างบุคคลทั่วไปโดยที่ทางบริษัทเองไม่มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย ยกเว้นถ้าบริษัทหรือผู้บริหารจะขายหรือซื้อหุ้นเพิ่มเอง ซึ่งในกรณีนั้นก็ต้องมีการรายงานให้ทุกคนได้รู้

อย่างที่สองที่ทุกคนอยากจะรู้เวลาจะไปเซ้งร้านก็คงจะเป็นยอดขาย หลายๆครั้งที่ผมถามผู้ให้เซ้งก็มักจะได้คำตอบที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย อย่างเช่นประกาศเซ้งร้านอยู่ที่ 150,000 บาท แต่บอกว่าขายได้กำไรเดือนละ 50,000 บาท โอ้โหสามเดือนคืนทุนสุดยอดจริงๆ รายได้ดีขนาดนี้ผมจะปล่อยเซ้งไหมเนี่ย หรือถ้าเซ้งผมก็คงจะไม่ปล่อยที่ราคานี้ แต่ถึงเขาบอกราคาที่ฟังดูสมเหตุสมผลกว่านี้มันก็ไม่มีทางที่เราจะรู้ได้ว่าจริงๆแล้วรายได้เขาอยู่ที่เท่าไหร่ จริงๆเขาอาจจะขาดทุนอยู่ทุกเดือนก็ได้
แต่ถ้าคุณสนใจหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ คุณสามารถเข้าไปดูงบการเงินของบริษัทนั้นได้อย่างละเอียดถี่ยิบ รายได้รายจ่ายเท่าไหร่ เงินมาจากไหน กำไรขาดทุนแค่ไหน โดยเป็นงบที่ผ่านการตรวจสอบมาเรียบร้อย ถึงงบดุลจะแต่งกันได้เหมือนกัน แต่ก็น่าเชื่อถือกว่าคำบอกกล่าวปากเปล่าของผู้ที่กำลังจะเซ้งกิจการให้เรามาก

แค่นี้ก็เริ่มเห็นได้แล้วว่าจริงๆแล้ว การจะตัดสินใจว่าหุ้นตัวไหนน่าสนใจหรือไม่นั้นง่ายกว่าการตัดสินใจว่าร้านก๋วยเตี๋ยวไหนน่าเซ้งไม่น่าเซ้งตั้งเยอะ เพราะถ้าคิดซะว่าการซื้อหุ้นก็เหมือนการเซ้งร้าน ข้อมูลที่เราต้องใช้ในการตัดสินใจนั้นหาง่ายกว่าเยอะเลย แค่เข้าไปที่ settrade.com ก็จะมีข้อมูลของหุ้นทั้งหมด ถ้าเราดูที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด เราก็จะรู้ว่า ณ ราคาหุ้นตอนนี้ถ้าซื้อทั้งบริษัทจะราคาเท่าไหร่ จากนั้นเราก็สามารถไปดูได้ว่าบริษัทมีรายได้เท่าไหร่ได้กำไรเท่าไหร่และมีหนี้สินเท่าไหร่ แค่นี้เราก็พอรู้คร่าวๆแล้วว่าหุ้นบริษัทนี้น่าลงทุนรึเปล่า ถ้าบริษัทมีมูลค่าแค่ 1,000 ล้านบาท แต่ 3 ปีที่ผ่านมากำไรปีละ 500 ล้านบาท และไม่มีหนี้สิน แค่นี้ก็น่าจะพอดูออกแล้วว่าบริษัทนี้มีความน่าสนใจ จากนั้นเราค่อยหาข้อมูลที่ละเอียดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับบริษัทนั้นๆ

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่าการลงทุนในหุ้นดูเผินๆแล้วอาจจะดูเหมือนยากและซับซ้อนแต่จริงๆแล้วใครก็ทำได้ ข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการในการตัดสินใจมีเผยแพร่อยู่ทั่วไปเพียงแต่คุณอาจต้องขยันทำการบ้านหน่อยในการอ่านงบดุลต่างๆเพื่อหามัน แต่เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วผมเชื่อว่าใครก็สามารถวิเคราะห์ได้ว่าอะไรน่าลงทุน
และเหตุผลที่คุณควรจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ก็เพราะว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการลงทุนในหุ้นก็คือเวลา เวลาที่จะรอให้บริษัทที่เราลงทุนงอกเงยเหมือนต้นไม้ที่เราปลูกไว้ เพราะถ้าคุณมัวแต่รอ พอมาถึงวันนึงคุณค้นพบว่าการซื้อหุ้นไม่ได้ยากอย่างที่คิดคุณอาจจะต้องมาพูดกับตัวเองว่า รู้งี้เราเริ่มไปตั้งนานแล้ว

ปล. ข้อดีอีกข้อหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นข้อดีมากๆในการลงทุนในหุ้น ก็คือคุณไม่ต้องมาห่วงมาเครียดกับการบริหารงาน ไม่ต้องมาปวดหัวกับพนักงาน ไม่ต้องมาปวดหัวกับลูกค้า และเรื่องชวนเครียดอื่นๆอีกมากมาย

Thursday, December 8, 2011

นักวิเคราะห์หุ้นเชื่อได้แค่ไหน


หลายๆคนที่ลงทุนในหุ้นก็คงมีแหล่งที่ตัวเองใช้หาข้อมูลที่แตกต่างกันไป แต่ผมเชื่อว่าสำหรับหลายๆคน หนึ่งในนั้นก็คือการอ่าน ฟัง หรือดูบทวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญหุ้นท่านต่างๆ สำหรับคนที่ลงทุนมานานก็คงใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูลพวกนี้ หรือไม่ก็ดูแบบขำๆ แต่สำหรับหลายๆคนที่อาจจะพึ่งเข้ามาลงทุนและยังรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ค่อยมีความรู้ทางด้านนี้ก็อาจจะพึ่งพาคำวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ โดยที่ลงทุนตามการวิเคราะห์เกือบ 100% และสุดท้ายก็อาจขาดทุนจนเจ็บหนักไปตามๆกัน บางคนยังมีทุนเหลือก็ได้แก้ตัวใหม่โดนมีบทเรียนที่แสนเจ็บปวด แต่บางคนโชคไม่ดีอาจถึงกับต้องออกจากตลาดไปเลย

ในบทความนี้ผมคงจะไม่พูดเจาะจงถึงบุคคลหรือบทวิเคราะห์ไหนว่าอันไหนน่าเชื่อถือหรือไม่นะครับ แต่ผมจะพูดรวมๆว่าการที่เราจะใช้ข้อมูลจากแหล่งไหนนั้น เราควรจะคำนึงถึงอะไรบ้าง

อย่างแรกเลยเราควรจะดูสไตล์การลงทุนของผู้วิเคราะห์ก่อนว่าเขาลงทุนแบบไหน ไม่ใช่ว่าเขาลงทุนแบบ เก็งกำไร technical หรือ day trade แล้วเขาบอกว่าหุ้นตัวนี้ตอนนี้น่าเข้า แต่เราชอบลงทุนแบบถือเก็บยาวแล้วไปซื้อตามเขา แบบนี้ผ่านไปสองสามวันหุ้นขึ้นไปนิดหน่อยเขาอาจจะขายทำกำไรไปแล้ว แต่เรามาเปิดดู port ตัวเองอีกสองเดือนอาจถึงขั้นเป็นลมเพราะราคาลงไปเหลือ 50% อย่างนี้จะไปโทษเขาก็ไม่ได้เพราะเขาก็วิเคราะห์ถูกของเขาในการลงทุนแบบของเขา

อีกอย่างที่เราควรดูคือนักวิเคราะห์เป็นใคร ทำงานอะไร หรือให้ใคร ที่ดูนี่ไม่ใช่เพื่อที่จะดูว่าเขาเก่งรึเปล่าน่าจะวิเคราะห์ถูกรึเปล่านะครับ แต่ดูเพื่อจะรู้ว่าผลประโยชน์ของเขานั้นอยู่ตรงไหน หลายๆครั้งเราจะเห็นว่านักวิเคราะห์นั้นทำงานให้กับบริษัท Broker, Bank หรือกองทุนที่ลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เองด้วย ในกรณีนี้มีโอกาสสูงมากที่ผลประโยชน์ของเขาจะขัดกับผลประโยชน์ของคุณ เพราะสมมุติว่าเขามีหุ้นอยู่ในบริษัทๆหนึ่งที่เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่ามันจะไม่ค่อยดีและเขาต้องการจะขายหุ้น มันคงจะไม่เป็นผลดีกับเขาเองถ้าเขาจะออกมาบอกว่าบริษัทนี้ไม่ดีแล้วนะพื้นฐานเปลี่ยน มันจะดีกับเขาซะด้วยซ้ำถ้าเขาจะออกมาเชียหุ้นตัวนั้นว่าดีเพื่อที่เขาจะขายได้ราคาแพงๆ จริงๆเรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่เรื่อยๆนะครับ จนคนที่ลงทุนมานานเห็นเป็นเรื่องตลกไปแล้ว เวลาที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้คนอื่นซื้อแต่ตัวเอง Net Sell

อันที่สามที่ต้องดูก็คือความจริงจังและความระเอียดของการวิเคราะห์ครั้งนั้นๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่บางครั้งก็ชอบดูรายการทีวีหรือฟังรายการวิทยุเกี่ยวกับการลงทุน แต่เราต้องอย่าลืมนะครับว่าสื่อพวกนี้ไม่มากก็น้อยก็ยังต้องทำหน้าที่การให้ความบันเทิงและความน่าสนใจให้กับคนดู เขามีเวลาออกอากาศอยู่ ก็ต้องคอยหาเนื้อหามาออกทุกๆวัน ด้วยข้อจำกัดของเวลาคงจะไม่มีใครสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพทางวิชาการได้ตลอด ยิ่งเดี๋ยวนี้จะเห็นว่ารายการส่วนใหญ่จะมีช่วงที่ให้คนดูทางบ้านโทรศัพท์ หรือ sms เข้ามาถามหุ้นเด็ดเอ้ยหุ้นต่างๆว่าตัวไหนน่าลงทุนบ้างหรือไม่ก็มีหุ้นตัวนี้อยู่ควรจะทำอะไรต่อไปดี ซึ่งนักวิเคราะห์ก็จะมีเวลาแค่ประมาณหนึ่งนาทีเพื่อที่จะคิดและตอบคำถามต่างๆเหล่านี้ คุณก็คงต้องคิดดูแล้วล่ะครับว่าคุณจะฝากความหวังของเงินลงทุนของคุณทั้งหมดไว้กับคำแนะนำเหล่านี้รึเปล่า

สุดท้ายนี้ผมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดเลยที่ผมพยายามจะบอกก็คือว่าไม่มีบทวิเคราะห์ไหนจะดีหรือระเอียดเท่าบทวิเคราะห์ของตัวคุณเองแล้วล่ะครับ เพราะคุณมั่นใจได้เลยว่าจะไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และคงจะไม่มีใครตั้งใจวิเคราะห์การลงทุนของคุณเท่ากับตัวคุณเอง เพราะเป็นตัวคุณเองที่จะขาดทุนหรือกำไร

เพราะฉะนั้นการอ่านบทความเกี่ยวกับการลงทุนทุกครั้งควรใช้วิจารณญาณอย่างสูง (โดยเฉพาะบทความใน stupidstocktrader นะครับอิๆ)

Monday, December 5, 2011

หุ้น OISHI เริ่มขึ้นมาเยอะแล้วคงต้องเลือกระหว่างการทำกำไรระยะสั้นหรือถือต่อเพื่อลุ้นระยะยาว

จากกระทู้นี้

http://www.stupidstocktrader.com/2011/11/oishi.html

ถ้าใครได้ลองตัดสินใจซื้อไปตอนนั้นเพื่อลุ้นกับพื้นฐานธุรกิจในอนาคตระยะยาวหรือกลางตอนนี้คงต้องมีเรื่องปวดหัวให้ตัดสินใจ แต่เป็นเรื่องปวดหัวที่ดีนะครับ :)

เรื่องปวดหัวก็คือราคาที่ขึ้นมาเรียกได้ว่าเยอะพอสมควรเลย แต่จริงๆแล้วก็คงไม่แปลกเพราะด้วยสถานการณ์น้ําท่วมที่เริ่มคลี่คลายและตลาดหุ้นทั่วโลกที่ดีดตัวขึ้นแรงมากในอาทิตย์ที่ผ่านมา(ซึ่งปรกติก็จะดีดขึ้นทุกๆปีตอนช่วงเวลาใกล้ Christmas และปีใหม่จนฝรั่งเขาเรียกกันว่า Santa Claus Rally)

ด้วยราคาที่ขึ้นมาเยอะหลายๆคนคงเริ่มลังเลว่าจะถือยาวต่อไปดีไหม เพราะขายตอนนี้ก็ได้กำไรมากพอสมควร และการที่ราคาหุ้นขึ้นมาตอนนี้ก็ยังไม่ได้เป็นการพิสูจน์ว่าพื้นฐานธุรกิจของหุ้น OISHI ได้ turn around แล้วจริงๆรึเปล่า

เพราะฉะนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดของหลายๆคนผมว่าอาจจะเป็นการขายบางส่วนทำกำไรไปก่อนในช่วงนี้ หรืออาจจะไม่ต้องวันสองวันนี้เลยก็ได้เพราะตามสถิติแล้วราคาหุ้นน่าจะขึ้นต่อไปอีกสักพักจนถึงปีใหม่ แล้วถ้าพอถึงตอนนั้นเราขายไปแล้วราคาหุ้น OISHI ขึ้นต่อไปแบบไม่ลงมาราคานี้อีกเราก็ยังมีส่วนที่เก็บเอาไว้ทำให้เราไม่รู้สึกเศร้าจนเกินไปเพราะก็ยังได้กำไรที่หุ้นขึ้นต่อไป แต่ก็ยังมีโอกาสสูงที่ช่วงกลางถึงปลายมกราคมราคาหุ้นอาจจะตกลงไปใหม่ ยิ่งตอนนั้นอิชิตันน่าจะเริ่มกลับมาได้แล้ว ทำให้เรามีโอกาสเอาเงินที่ได้กำไรจากการขายตอนนี้กลับไปซื้อหุ้นโออิชิได้ในจำนวนที่มากกว่าเดิมเพื่อลุ้นธุรกิจในระยะกลางและยาวต่อไป

ทางเลือกนี้อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆที่ไม่ได้มีจิตใจแข็งแกร่งเยือกเย็นยั่งกับกับก้อนนั้นแข็ง แต่มีอารมณ์เศร้าเครียดเสียดายและอาการ "รู้งี้" อยู่ตลอดเวลา แต่สำหรับบางคนที่ข้ามขั้นนี้ไปแล้วและต้องการลุ้นพื้นฐานในระยะกลางถึงยาวจริงๆก็อาจจะยังไม่ต้องทำอะไรเลยในตอนนี้

Tuesday, November 29, 2011

หุ้น Property Fund คืออะไร ทำไมถึงไม่น่าลงทุน


ทุกวันนี้จำนวนของ Property Fund ในตลาดหลักทรัพย์มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลายๆคนอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร แล้วน่าลงทุนรึเปล่า? งั้นผมขอเริ่มโดยการอธิบายคร่าวๆตามที่ผมเข้าใจก่อนละกันนะครับว่า Property Fund นั้นคืออะไร

เมื่อมีบุคคล กลุ่มคน หรือบริษัทไหนต้องการที่จะประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างเช่นธุรกิจโรงแรม Service Apartment หรือ ห้างสรรพสินค้าแต่ไม่มีทุนพอ ทางเลือกหนึ่งในการระดมทุนก็คือการก่อตั้ง Property Fund ขึ้นมาแล้วขายหุ้นให้กับนักลงทุนเพื่อนำเงินไปลงทุน

แต่การจัดทำ Property Fund นั้นก็จะมีเงื่อนไขพิเศษอยู่ อันหลักๆก็จะมีว่า กองทุนนั้นจะต้องลงทุนอย่างน้อย 75% ของเงินทั้งหมดในอสังหาริมทรัพย์ ส่วนโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จะไปลงทุนนั้นจะต้องสร้างเสร็จแล้วอย่างน้อย 80% หรือไม่ก็มีการเปิดกิจการอยู่แล้ว คือห้ามเอาเงินไปเก็งกำไรอย่างเช่นอยู่ดีๆไปซื้อที่เปล่าไว้แล้วก็รอให้ราคาขึ้นแล้วขาย การทำกองทุนนั้นจะเน้นไปที่การลงทุนในธุรกิจที่ให้รายได้อย่างสม่ำเสมอแก่นักลงทุนมากกว่า เพราะอีกข้อกำหนดหนึ่งนั้นก็คือทางกองทุนต้องจ่ายปันผลอย่างน้อย 90% ของกำไรทั้งหมดให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกๆปี

หุ้น OISHI ราคาตอนนี้น่าสนใจทีเดียว


ที่บอกว่าน่าสนใจนี้หมายถึงว่า ราคาหุ้น OISHI ตอนนี้น่าลุ้นกับผลประกอบการในระยะกลางถึงยาวนะครับ

ถ้าใครได้พอติดตามราคาหุ้นของ OISHI มาบ้างก็จะเห็นว่าในเดือนสองเดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นนั้นได้ตกลงไปเยอะมาก เกือบครึ่งนึงทีเดียว ในช่วงที่ตกลงไปนั้นก็ตกลงไปพร้อมกับตลาด (ตอนตลาดลงไปถึง 800 จุด) แต่จะเห็นได้ว่าราคาตอนนี้ไม่ได้ขึ้นกลับมาตามตลาดเหมือนหลายตัวอื่นๆ

ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าที่ราคาตกลงมานั้น เป็นเพราะพื้นฐานของธุรกิจได้เปลี่ยนไปจริงๆ ที่หุ้นตัวนี้มี PE ที่สูงในอดีตก็คงเป็นเพราะ Oishi แทบจะมี monopoly ในตลาดชาเขียวของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าชาเขียวก็คือ Oishi และ Oishi ก็คือชาเขียว

หุ้น CPALL หุ้นอีกหนึ่งตัวที่น่าจับตามอง


วันนี้หุ้น CPALL ถือว่าลงค่อนข้างเยอะมากเลยทีเดียว ลงมา 3.23% เหลือ 45 บาท ซึ่งถือว่าลงเยอะมากสำหรับหุ้นตัวนี้ เพราะอย่างที่รู้ๆกันอยู่ธุรกิจ 7/11 เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ปรกติราคาหุ้นจะลงน้อยมาก ที่ลงมามากอาจเป็นเพราะคนกลัวว่าศูนย์กระจายสินค้าที่บางบัวทองโดนน้ำท่วม อาจทำให้ธุรกิจถูกผลกระทบค่อนข้างรุนแรง บวกกับหลายสาขาที่โดนน้ำท่วมไปด้วย แต่ถ้าราคาลงแรงต่อเนื่องอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นหุ้นอีกหนึ่งตัวที่น่าจับตา มองในตอนนี้ เพราะราคาที่ลดไปอาจมากกว่าผลกระทบที่มีต่อผลประกอบการของบริษัทจากน้ำท่วม

หุ้น SCC วันนี้ตกลงไป 288 เริ่มน่าซื้อขึ้น แต่ยังรอได้


วันนี้หุ้น SCC ตกลงไปถึง 288 บาท จากที่รอไปก่อนเมื่อวันก่อน ตอนนี้ราคาเริ่มดูน่าซื้อขึ้น แต่ผมว่าในระยะกลางหุ้นน่าจะลงไปต่ำกว่านี้ให้เราได้ซื้อในราคาที่ถูกกว่า นี้อีก วันนี้จึงรอไปก่อนแต่ให้เตรียมถือเงินไว้บ้างเพื่อจะได้เข้าซื้อได้